You are here: หน้าแรก >> เส้นทางที่ ๑ >> 6. วัดโนนสว่าง

6. วัดโนนสว่าง

วัดโนนสว่าง  เลขที่  300  หมู่ที่  3  ถนนอุดร-กุดหมากไฟ  ต.หมากหญ้า  อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี  41360  โทร. 042-285875

    ได้รับอนุญาตสร้างวัดเมื่อวันที่  9  เดือนกันยายน  พ.ศ. 2531
    ได้รับอนุญาตตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่  29  เดือนพฤศจิกายน  พ.ศ. 2532
    ได้รับวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่  15  เดือนพฤษภาคม  พ.ศ. 2539  
    ขนาดของวิสุงคามสีมา  กว้าง  16  เมตร  ยาว  28  เมตร
    ที่ดินตั้งวัด  20  ไร่  ต่อมาขยายเพิ่มเติมอีก  45  ไร่

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://watnonsawang.com

 

 >
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

 เจ้าอาวาส  คือ  พระครูพิพัฒน์วิทยาคม  นามเดิม  เจริญ  ฉายา  ฐานยุตฺโต  นามสกุล สารักษ์  อายุ  44  ปี  พรรษา  24  วิทยฐานะ  น.ธ.เอก  สำนักเดิม  วัดบุญญานุสรณ์  บรรพชาเป็นสามเณร  มีพระครูประสิทธิ์คณานุการ (คำดี  ธมฺมธโร)  เป็นพระอุปัชฌาย์  อุปสมบทเป็นพระภิกษุ  มีพระครูสิริธรรมวัฒน์ (ทองพูน  สิริกาโม)  เป็นพระอุปัชฌาย์
    เป็นเจ้าอาวาส  เมื่อวันที่  1  ธันวาคม  พ.ศ. 2532
    ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ครั้งแรก  เมื่อวันที่  5  ธันวาคม  พ.ศ.  2537
    ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นชั้นโท  เมื่อวันที่  5  ธันวาคม  พ.ศ. 2542
    ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลหมากหญ้า (ธ)  เมื่อวันที่  1  มีนาคม  พ.ศ.  2542
    มีพระภิกษุ-สามเณร  จำพรรษาปี  พ.ศ.  2547  รวม  50  รูป


 

 

ประวัติพระครูพิพัฒน์วิทยาคมโดยสังเขป

    พระครูพิพัฒน์วิทยาคม  (พระอาจารย์เจริญ  ฐานยุตฺโต)  มีนามเดิมว่า  เจริญ  นามสกุล สารักษ์ เกิดเมื่อ  วันพุธ  ตอนใกล้รุ่ง  ตรงกับวันที่  7  มิถุนายน  พ.ศ. 2504  ณ บ้านหนองวัวซอ  ต.หมากหญ้า (ปัจจุบัน คือ ตำบลหนองวัวซอ)  อ.หนองวัวซอ  จ.อุดรธานี
    โยมบิดาชื่อ  นายสงวน  สารักษ์  โดยพื้นเพต้นตระกูลเป็นคนบ้านหนองไข่นกม่วงสามสิบ  จ.อุบลราชธานี  โดยได้มาอยู่ที่อำเภอหนองวัวซอ  โดยมีปู่คือ พ่อใหญ่สารวัตรนา  สารักษ์  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในบ้านหนองวัวซอ  และมีย่า คือ แม่บัวมี  อัควงษ์  ซึ่งพื้นเพมีเชื้อสายมาจากเจ้าเมืองในสมัยเก่าของจังหวัดหนองบัวลำภู
    โยมมารดาชื่อ นางฮวด  สกุลเดิม  โคตรรวิช  โดยพื้นเพเป็นคนบ้านเชียงหวาง อ.เพ็ญ จ.อุดรธานีต่อมาโยมมารดาได้ย้ายถิ่นฐานมาอาศัยอยู่ที่บ้านโนนทัน  จ.หนองบัวลำภู และแต่งงานกับโยมบิดาที่บ้านหนองวัวซอ  ได้ประกอบสัมมาอาชีพ  ทำไร่  ทำนา  ต่อมาได้ให้กำเนิดบุตรธิดาด้วยกัน  10  คน คือ
        1.  นายทองม้วน        สารักษ์
        2.  นายบุญชุ่ม        สารักษ์
        3.  นายบุญคุ้ม        สารักษ์
        4.  นางหนูเล็ก        สารักษ์
        5.  นายบุญเชิญ        สารักษ์
        6.  พระครูพิพัฒน์วิทยาคม (พระอาจารย์เจริญ  สารักษ์)
        7.  นางหนูเกียรติ    สารักษ์
        8.  นายสมยศ        สารักษ์
        9.  นายสมศักดิ์        สารักษ์
       10.  นายสมควร        สารักษ์ (ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเยาว์)    
    เมื่ออายุเข้าเกณฑ์การศึกษา  นายสงวน  สารักษ์  ผู้เป็นบิดาได้นำเด็กชายเจริญ  สารักษ์  เข้าศึกษาจนจบชั้นประถมศึกษา  4  (ประถม  4  คือ ภาคบังคับในสมัยนั้น)  ณ  โรงเรียนบ้านหนองวัวซอ (ปัจจุบันคือ โรงเรียนอนุบาลหนองวัวซอ)  เมื่อจบการศึกษาในภาคบังคับแล้ว  เด็กชายเจริญ  สารักษ์  ก็มิได้คิดจะศึกษาเล่าเรียน  อีกทั้งมีจิตใจปฏิพัทธ์ในรสพระธรรม  จึงได้บรรพชาบวชเรียนเป็นสามเณร  ณ  วัดบุญญานุสรณ์  บ้านหนองวัวซอ  ต.หนองวัวซอ  จ.อุดรธานี    โดยมีท่านพระครูประสิทธิ์คณานุการ
(คำดี  ธมฺมธโร) เป็นพระอุปัชฌาย์  เมื่อสามเณรเจริญ  สารักษ์  มีอายุครบอุปสมบทเป็นพระภิกษุในปี พ.ศ. 2524  ท่านจึงได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ณ  อุโบสถวัดป่าสามัคคีอุปถัมภ์  อ.บีงกาฬ  จ.หนองคาย  โดยมีพระครูสิริธรรมวัฒน์  (ทองพูน  สิริกาโม)  เป็นพระอุปัชฌาย์  พระครูสุนทรนวกิจ  เป็นพระกรรมวาจาจารย์  และพระครูวินัยกิจโสภณ  เป็นพระอนุสาวนาจารย์  ได้รับฉายาในทางพระพุทธศาสนาว่าฐานยุตฺโต ในคณะธรรมยุตติกนิกาย
    พระครูพิพัฒน์วิทยาคม  ได้รับนิมนต์มาบูรณะปฏิสังขรณ์วัดโนนสว่าง  บ้านโนนสว่าง  ซึ่งแต่เดิมมีสถานะเป็นสำนักสงฆ์  ภายหลังจากท่านเจ้าอาวาสรูปเดิมคือพระครูพุทธศาสโนวาท (พระอาจารย์ชาลี  ถาวโร)  ได้ถึงแก่มรณภาพลง  ซึ่งท่านได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์สำนักสงฆ์แห่งนี้  จนมีสถานะเป็นวัดเมื่อวันที่  29  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2532  ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  เมื่อวันที่  23  พฤษภาคม  พ.ศ. 2539  เริ่มมีการสร้างเสนาสนะที่พักสงฆ์  ศาลาการเปรียญที่ปฏิบัติธรรม  จนทำให้วัดโนนสว่างแห่งนี้เจริญรุ่งรืองสืบต่อมา

สมณศักดิ์และหน้าที่การงานทางคณะสงฆ์


วันที่  1  ธันวาคม  พ.ศ.  2532    ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดโนนสว่าง
วันที่  5  ธันวาคม  พ.ศ.  2537    ได้รับพระราชทานตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร  
เจ้าอาวาสวัดราษฎร์ชั้นตรี  มีราชทินนามที่  พระครูพิพัฒน์วิทยาคม    
วันที่  1  มีนาคม  พ.ศ.  2542    เป็นเจ้าคณะตำบลหมากหญ้า  ธรรมยุต
วันที่  5  ธันวาคม  พ.ศ.  2542    ได้รับเลื่อนสมณศักดิ์เป็นเจ้าอาวาสวัดราษฎร์  เจ้าคณะตำบลชั้นโท
วันที่  19  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2543  เป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง

 คลิกภาพเพื่อดูไสลด์

 ผลงานที่ปรากฏแก่พุทธศาสนิกชนทั่วไป

    1.  มีการฝึกอบรมการปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิแก่เยาวชนและพุทธศาสนิกชนทั่วไป
    2.  จัดให้มีการบวชชีพราหมณ์ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา  และมีผู้เข้าร่วมการบวชชีพราหมณ์เพื่อรักษาศีลและปฏิบัติธรรมเป็นจำนวนมาก
    3.  มีการเทศน์อบรมธรรมในวันธรรมสาวนะแก่พระภิกษุสามเณร  และพุทธศาสนิกชนทั่วไป ตลอดถึงเยาวชนเพื่อให้ทราบข้อธรรมในการที่จะปฏิบัติตนให้ห่างไกลจากยาเสพติดและอบายมุขต่าง ๆ
    4.  ได้ฟื้นฟูวัฒนธรรมอีสานโดยให้มีการดำรงและอนุรักษ์ไว้ซึ่งประเพณีดั้งเดิมของชาวอีสานตามหลักฮีต  12  ครอง  14  เช่น  ประเพณีบุญพระเวสสันดรตามหลักโบราณของอีสาน เป็นต้น
    5. โน้มน้าวให้เยาวชนมีส่วนร่วมในกิจกรรมของวัด เช่น จัดให้มีคณะตีกลองยาวไปแสดงในเทศกาลบุญต่าง ๆ อันเป็นการเสริมสร้างความสมัครสมานสามัคคีในกลุ่มเยาวชนและเสริมสร้างรายได้พิเศษให้แก่เยาวชนเหล่านั้น
    6.  มีการส่งเสริมการขับร้องสารภัญญะและการแข่งขันกลองกริ่งซึ่งเป็นประเพณีโบราณของชาวอีสานโดยจัดให้มีการประกวดการขับร้องสารภัญญะและการแข่งขันตีกลองกริ่งในวันออกพรรษาทุก ๆ ปี  มีโล่เกีรยติยศพร้อมเงินสดและใบประกาศนียบัตร
    7.  มีการส่งเสริมให้เลิกดื่มสุราและงดยาเสพติดโดยการสาบานตนต่อหน้าพระประธานและดื่มน้ำพุทธมนต์
    8.  สืบสานวัฒนธรรมประเพณีการทอดกฐินแบบจุลกฐิน  ซึ่งนับวันจะหาดูได้ยากในปัจจุบันโดยงานประเพณีนี้ได้มีการจัดขบวนแห่เพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนต่าง ๆ ตามลำดับของงานจุลกฐิน
    9.  งานบุญประเพณีตามเทศบาลต่าง ๆ ที่ทางวัดได้จัดขึ้น  ได้เป็นศูนย์รวมใจและก่อให้เกิดความสามัคคีของประชาชนในท้องถิ่น  รวมทั้งประชาชนโดยทั่วไปและชาวต่างชาติ
    10. ได้จัดให้มีการฟื้นฟูการศึกษาด้านอักษรศาสตร์  โดยเฉพาะอักษรโบราณ เช่น อักษรไทยน้อย  
อักษรธรรมอีสาน  อักษรธรรมล้านนา และอักษรขอม  เป็นต้น  ซึ่งท่านเป็นผู้มีความสามารถในการอ่านเขียนอักษรเหล่านั้นอย่างดี  และฝึกสอนให้พระภิกษุสามเณร  ตลอดถึงศาสนิกชนที่สนใจให้ได้เรียนจนชำนาญเป็นจำนวนมาก  สามารถอ่านเขียน  และจดจารลงในแผ่นใบลานได้  อันเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนา
อีกอย่างหนึ่ง
    11.  เผยแพร่พระพุทธศาสนา  โดยยึดหลักตามศาสนาธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ให้นับถือพระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์  ให้ละเว้นประเพณีถือภูตผีบูชายัญนอกศาสนา  สอนให้เข้าใจหลักแห่งพุทธศาสนาที่แท้จริง  ชักชวนเข้ามาเป็นพุทธมามกะเป็นจำนวนมาก

ประวัติพระศรีรัตนศักยมุนี (หลวงพ่อบุษราคัม)

    ในวันที่  29  มกราคม  พ.ศ. 2548  ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญาสิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานเททองหล่อพระศรีรัตนศักยมุนี (หลวงพ่อบุษราคัม)  ณ  วัดโนนสว่าง ต.หมากหญ้า  อ.หนองวัวซอ  จ.อุดรธานี
    ประวัติความเป็นมาในการสร้างพระพุทธรูป  เพื่อเป็นองค์พระประธานในอุโบสถวัดโนนสว่างต.หมากหญ้า  อ.หนองวัวซอ  จ.อุดรธานี  มีความเป็นมาว่า พระครูพิพัฒน์วิทยาคม (พระอาจารย์เจริญ  ฐานยุตฺโต)  เจ้าอาวาสวัดโนนสว่างก่อนที่ท่านจะดำริถึงการสร้างอุโบสถก็ได้นิมิตเห็นพระพุทธรูป  3  องค์  เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องได้เสด็จมาทางนภากาศในปางขัดสมาธิ  ได้เปล่งแสงรัศมีสว่างไสวไปทั่วทั้งวัด  ตามในนิมิตของท่านได้มาหยุดอยู่ตรงหน้า  ท่านจึงได้กราบเรียนถามพระพุทธรูปทรงเครื่องทั้งสามองค์นั้นว่า  ท่านเสด็จมาจากไหน และมาเพื่ออะไร  พระพุทธรูปทั้งสามองค์ก็ตอบกับท่านเป็นภาษาเหนือว่า “มาชุ่มมาเย็นให้”  หรือจะนำความเจริญรุ่งเรืองมาให้วัดนี้  พอพระพุทธรูปทั้งสามองค์กล่าวกับท่านเช่นนั้นแล้ว  พลันกลับกลายเป็นแสงสว่างดุจประทีปอันโชติช่วงลอยไปดับลงตรงลานดินกว้างหน้าศาลาการเปรียญซึ่งเป็นอุโบสถในทุกวัน  พอรุ่งเช้าของวันต่อมาขณะที่ท่านนั่งอยู่ในกุฎิ  ก็ได้มีพระเถระซึ่งเป็นที่เคารพนับถืออย่างยิ่งจำนวน  3  รูป  เดินทางมาจากวัดอนาลโยทิพยาราม (ดอยบุษราคัม อ.เมืองพะเยา  คือพระราชสังวรญาณ (พระอาจารย์ไพบูลย์  สุมงฺคโล)  แห่งวัดอนาลโยทิพยาราม  ดอยบุษราคัมนั้นเอง  โดยที่พระครูพิพัฒน์วิทยาคมไม่ทราบมาก่อนว่าท่านเจ้าคุณจะมาเยี่ยมที่วัดโนนสว่าง  
ซึ่งระยะทางจาก จ.พะเยา  มายัง จ.อุดรธานี ไกลมาก  เมื่อท่านได้กราบนมัสการหลวงพ่อไพบูลย์  สุมังคฺโล  เรียบร้อยแล้ว  ท่านก็นึงถึงนิมิตของท่านที่คล้ายเหตุการณ์ในวันนี้  ท่านจึงกราบเรียนเล่าเรื่องราวในนิมิตให้หลวงพ่อไพบูลย์สดับฟัง  เมื่อฟังจบหลวงพ่อไพบูลย์ก็ยิ้มคล้ายกับว่าเป็นเรื่องไม่น่าแปลกอะไร  เป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจให้กับท่านพระครูยิ่งนัก  อีกนัยหนึ่งเหมือนหลวงพ่อไพบูลย์รู้เรื่องที่จะเล่าถวาย
    ท่านเจ้าคุณพระราชสังวรญาณ  เป็นพระเถระที่พระครูพิพัฒน์วิทยาคม ให้ความเคารพและนับถือยิ่ง  หลังจากที่ได้เล่าเนื้อความตามนิมิตถวายให้หลวงพ่อไพบูลย์ฟังเสร็จแล้ว  ไม่นานท่านจึงเดินทางกลับ จ.พะเยา
    ต่อมาท่านพระครูพิพัฒน์วิทยาคม  ได้ตั้งสัจจะไว้ในใจว่าจะต้องสร้างพระประธานเพื่อประดิษฐานไว้ในอุโบสถ  หน้าตักกว้าง  109  นิ้ว  เป็นเนื้อทองสัมฤทธิ์ให้ได้  ในชั้นแรกพระประธานที่ท่านจะให้ช่างปั้นขึ้นมานี้ไม่ใช่หลวงพ่อบุษราคัม  แต่ให้ปั้นตามแบบพระพุทธรูปเก่าองค์หนึ่งซึ่งเป็นพระเนื้อสัมฤทธิ์เก่าแก่  ศิลปะแบบลานช้าง  ท่านก็ได้บอกลักษณะของพระพุทธรูปองค์นั้นให้ช่างฟัง  ต่อมาช่างได้ปั้นตามความต้องการของท่าน  เมื่อช่างได้ปั้นขึ้นถึงพระพักตร์ของพระพุทธรูปจึงนิมนต์ท่านมาดู  เมื่อพิจารณา
ดูแล้วท่านก็บอกกับช่างว่าพระพักตร์ไม่เหมือนเลยไม่เป็นที่พอใจ  จึงให้ปั้นใหม่ ช่างปั้นกี่ครั้ง ๆ ก็ไม่เป็นที่พอใจ  ทำให้ท่านพระครูเกิดความสงสัยขึ้นในใจว่า “ทำไมปั้นไม่ได้สักทีด้วยว่าฝีมือช่างก็ไม่ธรรมดา”  ท่านจึงพินิจพิจารณาพระพุทธรูปโดยละเอียดอีกครั้งด้วยความประหลาดใจ   คิดในใจว่า “ทำไมถึงปั้นไม่ได้สักที”  ทันใดนั้นกลับมีเสียงหนึ่งดังกังวานแว่วกล่าวกับตัวท่านว่า  “เรามาขออยู่ตั้งนานแล้ว  ทำไมไม่ปั้นเรา  ทำไมต้องไปปั้นองค์อื่น”  พอเสียงกังวานนั้นหายไปไม่นาน  ท่านก็เลยย้อนนึกถึงนิมิตเมื่อคราว
ครั้งก่อน  เมื่อคิดโดยละเอียดถี่ถ้วน  จึงเข้าใจในนิมิตธรรมอันประเสริฐนั้น  ต่อมาจึงให้ช่างเลิกปั้นพระพุทธรูปตามแบบองค์เดิม  ให้ปั้นตามแบบดั่งในนิมิตนั้นเอง
    เป็นที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง  เมื่อช่างเริ่มปั้นทุกอย่างเป็นที่ราบรื่น  เมื่อแล้วเสร็จจึงนิมนต์ท่านพระครูมาดู  เมื่อท่านพิจารณาดูแล้วจึงพูดว่า “นี่แหละเหมือนกับที่เห็นในนิมิตเรา”  นับว่าเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ยิ่งนักสำหรับพระประธานองค์นี้ต่อมาท่านได้ขอให้ท่านเจ้าคุณพระราชสังวรญาณ  (หลวงพ่อไพบูลย์)  ถวายพระนามพระปฏิมากรองค์สำคัญ  ท่านถวายพระนามว่า “พระศรีรัตนศักยมุนี”  ทราบเรื่องจากท่านเจ้าคุณพระราชสังวรญาณในภายหลังว่า  ตัวท่านไม่ได้เป็นผู้ถวายพระนาม  แท้จริงผู้ถวายพระนามคือ ท้าวสักกะเทวราช
    พระศรีรัตนศักยมุนี  หรือที่เรียกอีกนามว่า  หลวงพ่อบุษราคัม  องค์นี้ท่านพระครูพิพัฒน์วิทยาคมกล่าวว่า  ภายหน้าจักเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองในเขตนี้  ด้วยว่าเป็นพระพุทธรูปขององค์กษัตริย์  ผู้ที่จะเททองหล่อต้องไม่ใช่สามัญชนธรรมดา  ต้องเป็นผู้มีบุญญาธิการเปี่ยมล้น  ต้องเป็นเจ้าฟ้ามหากษัตริย์พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง  ประดุจพระพุทธรูปองค์สำคัญในครั้งโบราณกาล เช่น หลวงพ่อพระใส  พระเสริม  พระสุก  ที่เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง  ซึ่งพระราชธิดาแห่งกษัตริย์ล้านช้างเป็นผู้สร้างขึ้นเป็นพระพุทธรูปควรแก่การกราบสักการะทั้งในปัจจุบันและในอนาคตกาลชั่วลูกชั่วหลาน
    นับเป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ที่  ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี  เสด็จเป็นองค์ประธานเททองหล่อพระพุทธปฏิมากรองค์สำคัญ  ในวันที่  29   มกราคม  2548  อันนำมาซึ่งความปิติยินดีเป็นล้นพ้นแก่เหล่าพสกนิกร  ชาวอำเภอหนองวัวซอ  และชาวจังหวัดอุดรธานีทุกผู้ทุกนาม.