You are here: หน้าแรก >> เส้นทางที่ ๑ >> 4. วัดป่าบ้านตาด

4. วัดป่าบ้านตาด

วัดเกษรศีลคุณ หรือ วัดป่าบ้านตาด เริ่มก่อตั้งเมื่อปี เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๙๘ ต่อมากระทรวงศึกษาธิการ ประกาศตั้งขึ้นเป็นวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๓ ให้ชื่อว่า วัดเกษรศีลคุณ ซึ่งเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปในนาม วัดป่าบ้านตาด  ตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านบ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ห่างจากตัวเมืองอุดรธานีไปทางทิศใต้ ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร โดยมีศรัทธาญาติโยมชาวบ้านตาดถวาย พื้นที่ในกำแพงล้อมรอบประมาณ ๑๖๓ ไร่ และบริเวณรอบกำแพงที่มีผู้ซื้อที่ถวายอีกหลายแปลง ตลอดทั้งทางวัดซื้อที่เพิ่ม อีกประมาณ ๑๔๐ ไร่ รวมประมาณ ๓๐๐ ไร่ เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม อันสงบเรียบง่าย ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่นานาพันธุ์ เป็นสถานที่พึ่งพิงของสัตว์น้อยใหญ่ ในเขตอภัยทานหลากชนิด อาทิ ไก่ป่า กระรอก กระแต กระต่าย เต่า แย้ นก ฯลฯ
 
 
 
 
 
 
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.luangta.com
 
เมื่อ ก้าวย่างเข้าสู่บริเวณวัด จะพบศาลาการเปรียญซึ่งเป็นศาลาไม้หลังใหญ่ เดิมทีเป็นศาลาชั้นเดียวยกพื้นเตี้ย แต่ภายหลังถูกยกให้สูงขึ้น ๒ ชั้น เพื่อจะใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น ด้านบนศาลานั้น ให้เป็นที่ประดิษฐาน ของพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่เป็นพระประธานของวัด ใช้เป็นที่แสดงธรรมอบรมแก่พระภิกษุสามเณรในวัด ตลอดจนเป็นที่ประชุมทำสังฆกรรมร่วมกัน เช่น สวดพระปาฏิโมกข์ อธิษฐานเข้าพรรษา สวดปวารณา และกรานกฐินเป็นต้น ตู้ด้านขวาขององค์พระประธาน นั้น เป็นที่ประดิษฐานอัฐิธาตุของ ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของหลวงตามหาบัว รวมทั้งอัฐิธาตุของครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ ส่วนด้านล่างศาลานั้นใช้เป็นที่สำหรับฉันภัตตาหารเช้า สถานที่ที่หลวงตามหาบัวใช้ในการแสดงธรรมเทศนาและปฏิสันถารกับศรัทธาฆราวาส ญาติโยม ที่มาจากทุกสารทิศอย่างไม่ขาดสายไม่เว้นแต่ละวัน

 

สำหรับศาลาใหญ่ด้านนอกกำแพงนั้น สร้างเสร็จเมื่อปลายปี ๒๕๔๔ มีศรัทธาญาติโยมขอสร้างถวาย หลวงตาท่านพิจารณาดูแล้ว เพราะเกี่ยวกับงานช่วยชาติที่จัดหลายๆ ครั้ง เช่น กฐินช่วยชาติเป็นต้น ญาติโยมจากทุกสารทิศไม่มีที่พักอาศัย และที่ร่มบังในเวลามีงานแต่ละวาระ จึงเมตตาให้สร้างเพื่ออาศัยประโยชน์จากจุดนี้

 กุฏิของพระภิกษุสามเณรแต่ละรูป เป็นกุฏิเรียบง่าย พอแก่การบังแดด ลม ฝน จะสูงจากพื้นดิน ประมาณ ๑ เมตร เพื่อกันการรบกวนจากสัตว์เลื้อยคลาน ความชื้นจากพื้นดิน ฯลฯ มีขนาดเพียงพอ สำหรับอยู่เพียงองค์เดียว ฝาผนังส่วนใหญ่ใช้จีวรเก่าขึงแทน เพื่อกันลม กันฝน ใช้มุ้งกลดกันยุง ภายในกุฏิจะมีเพียงกลด เสื่อปูนอน ผ้าห่ม เครื่องอัฏฐบริขาร ตะเกียงหรือเทียนไข และของใช้ ที่จำเป็นอื่นๆ ด้านหัวนอนจะมีพระพุทธรูปหรือรูปครูบาอาจารย์ติดไว้ เพื่อกราบไหว้บูชาเป็น กำลังใจในการบำเพ็ญภาวนา ทุกกุฏิจะมีทางเดินจงกรมอย่างน้อย ๑ เส้น ยาวประมาณ ๒๕ ก้าว อยู่ใต้ร่มไม้ดูร่มเย็น ในยามค่ำคืนการเดินจงกรม จะใช้โคมเทียนจุดสว่างพอให้เห็นทาง กุฏิแต่ละหลัง จะมองไม่เห็นกันประหนึ่งว่า อยู่ท่ามกลางป่าเพียง องค์เดียว เพื่อให้สัปปายะสะดวกในการบำเพ็ญ สมณธรรม

 กุฏิที่สร้างถาวรมีอยู่รวมประมาณ ๑๐ กว่าหลัง เป็นกุฏิของหลวงตา ภิกษุสูงอายุ กุฏิของญาติโยม ตามปกติญาติโยมทั้งหญิงและชายมักมาขออยู่พัก ปฏิบัติธรรมภาวนา เป็นช่วงเวลาสั้นๆ โดยเฉลี่ยอยู่ในระหว่าง ประมาณ ๕๐-๑๐๐ คน จัดแยก เขตกันระหว่างพระภิกษุสามเณร ญาติโยมชายและหญิงอย่างเป็นระเบียบ

 สำหรับวัดป่าบ้านตาดนี้ หลวงตาท่านเน้นย้ำถึงเรื่องมหาภัย ๕ ประเภทที่ไม่ให้พระเกี่ยวข้องเด็ดขาด คือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ วิดิโอ โทรศัพท์ เพราะเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญสมณ ธรรมโดยตรง อีกทั้งไฟฟ้า ก็ไม่ให้ต่อเข้ามาในวัด มีเพียงเครื่องปั่นไฟ เพื่อใช้ในบางกาล ที่ประชาชนมาทำบุญมาก เป็นกรณีพิเศษในวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น

 กิจวัตรประจำวันหลักของพระเณรก็คือ การนั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรม เพื่อฝึกสติปัญญา และชำระกิเลสตัวร้อนรุ่มกระวนกระวายภายในจิตใจให้เหือดแห้งไป พระในวัดนี้จะไม่รับกิจนิมนต์ ไปฉันในที่ต่างๆ เพื่อมีเวลาสำหรับบำเพ็ญเพียรภาวนาเพียงอย่างเดียว

 ที่วัดป่าบ้านตาดปัจจุบัน (ปี ๔๔) ในพรรษามีพระเณรจำพรรษา ๔๙ รูป สามเณร ๑ รูป นอกพรรษาจะมีพระภิกษุสามเณรอาคันตุกะ เข้ามาพักศึกษาข้อวัตร ปฏิบัติเพิ่มขึ้นรวมเป็น ๕๐-๖๐ รูปเป็นประจำ สำหรับในยามเช้าก่อนออก บิณฑบาตทั้งพระและเณรต่างช่วยกันขัดถูปัดกวาดศาลาและบริเวณรอบๆ เสร็จแล้วเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ระยะทางไปกลับประมาณ ๓ กิโลเมตร ขากลับแวะรับบาตรที่หน้าวัดอีกครั้งหนึ่ง และในช่วงประมาณ บ่าย ๓ โมงเย็น ท่านก็จะออกมาทำข้อวัตรปัดกวาด เสนาสนะ ขัดถู กุฏิ ศาลา บริเวณวัด ทำความสะอาด ห้องน้ำห้องส้วม อย่างพร้อมเพรียงกัน

 หลวงตาได้ พยายามสอนพระเณรอยู่เสมอ ในเรื่อง ความเรียบง่าย มักน้อยสันโดษ การใช้สอย ปัจจัยสี่ที่ศรัทธาญาติโยมถวายมานั้น ให้เป็นไปด้วยความประหยัด ใช้สอยในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น หลายท่านที่ตั้งใจจะมากราบหลวงตาที่วัด อาจจะแปลกใจหากไม่พบป้ายชื่อวัด แต่นั่นก็อาจจะทำให้หลายคนได้นึกคิดจาก ปริศนาธรรมนี้ว่า หลวงตาท่านทำมีความหมายอย่างไร หลายคนอาจจะตีความหมายไปต่างๆนานา มีบางท่านตีความหมายนี้ ซึ่งดูเหมือนจะเข้าทีที่สุดว่า การเดินทาง ถ้าเดินตามแผนที่ที่บอกเป็นระยะ ว่าเส้นทางจะผ่านจุดที่สำคัญจุดไหนบ้าง เป็นลำดับ จนกระทั่งการเดินทางตามเส้นทางไปถึงจุดหมาย ถึงแม้จุดหมายจะไม่มีชื่อบอกก็ตาม ทุกคนที่เดินทางไปก็จะทราบเองว่า ถึงจุดหมายหรือยัง ชื่อก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป หรือเส้นทางไปสู่วิมุตตินิพพานก็เช่นกัน ปฏิบัติไปตามหลักธรรมที่พระพุทธเจ้าวางไว้ เมื่อไปถึงแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องถามใครว่าถึงจุดมุ่งหมายหรือไม่ ปริศนาธรรมนี้ อาจทำให้ผู้มีปัญญาทั้งหลายพอจะทราบว่า หลวงตาท่านสอนอะไร ตั้งแต่เริ่มก้าวเข้ามาในวัดนี้....

 
ประวัติหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน

    กำเนิด   ในครอบครัวชาวนาผู้มีอันจะกิน  ณ   บ้านตาด  อุดรธานี
    วันเกิด   12  สิงหาคม  พ.ศ. 2456
    นาม   บัว  โลหิดดี
    พี่น้องทั้งหมด    16  คน
    สมัยเด็ก   เคารพเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  โดยได้ร่วมทำบุญตักบาตรกับผู้ใหญ่อยู่เสมอ
    วัยหนุ่ม  เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว  ขยันขันแข็ง  ทำงานอะไรทำจริง ๆ จัง ๆ เป็นที่ไว้วางใจของพ่อแม่ในการงานทั้งปวง
    คู่ครอง  เดิมไม่เคยคิดจะบวช  เพราะอยากมีครอบครัว  แต่มักมีอุปสรรคให้แคล้วคลาดทุกทีไป
    เหตุที่บวช   เมื่ออายุครบ  20  ปี  พ่อแม่ขอร้องให้บวชตามประเพณีอยู่หลายครั้ง  ท่านก็ทำเฉย ๆ ตลอดมา  ไม่ตอบรับหรือปฏิเสธแต่อย่างใด  ในครั้งสุดท้ายนี้  ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า  หวังพึ่งใบบุญจากการบวชของลูกให้ได้ถึงกับทำให้พ่อแม่น้ำตาร่วง  ครั้งนี้ท่านรู้สึกสะเทือนใจและเห็นใจพ่อแม่มาก  จึงตัดสินใจและยอมบวชตามประเพณี  เพื่อตอบแทนพระคุณพ่อแม่  โดยตั้งใจไว้ในตอนต้นนี้ว่าจะบวชเพียงระยะสั้น ๆ เท่านั้น

    วันบวช   12  พฤษภาคม  พ.ศ. 2477  ณ  วัดโยธานิมิตอุดรธานี
    พระอุปัชฌาย์  ชื่อท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ (จูม   พันธุโล)  วัดโพธิสมภรณ์
    เคารพพระวินัย   ด้วยเดิมมีนิสัยจริงจัง  จึงบวชเพื่อเอาบุญกุศลจริง ๆ และตั้งใจรักษาสิกขาบทวินัยน้อยใหญ่อย่างเคร่งครัดในพรรษาแรก  ท่านได้ตั้งสัจอธิษฐานว่า  ในการทำวัตรเช้า-เย็นรวมและการบิณฑบาตจะไม่ให้มีวันใดขาดเลย  และท่านก็ทำได้ตามที่ตั้งคำสัตย์ไว้
    เรียนปริยัติ   เมื่อได้เรียนหนังสือทางธรรม  ตั้งแต่นวโกวาทพุทธประวัติ  ประวัติพระสาวกอรหันต์  ที่ท่านมาจากสกุลต่าง ๆ  ตั้งแต่พระราชา  เศรษฐี  พ่อค้า  จนถึงประชาชน  หลังจากฟังพระพุทธโอวาทแล้วต่างก็เข้าบำเพ็ญเพียรในป่าเขาอย่างจริงจัง  เดี๋ยวองค์นั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ในป่า  เดี๋ยวองค์นี้สำเร็จในเขา  ในเงื้อมผา  ในที่สงบสงัด  ท่านก็เกิดความเชื่อเลื่อมใสขึ้นมา  อยากจะเป็นพระอรหันต์พ้นจากทุกข์ทั้งปวงในชาตินี้อย่างพระสาวกท่านบ้าง
    สงสัย   ช่วงเรียนปริยัติอยู่นี้  มีความลังเลสงสัยในใจว่า  หากท่านดำเนินและปฏิบัติตามพระสาวกเหล่านั้น  จะบรรลุถึงจุดที่พระสาวกท่านบรรลุหรือไม่  และบัดนี้จะยังมีมรรคผลนิพพานอยู่เหมือนในครั้งพุทธกาลหรือไม่
    ตั้งสัจจะ  ด้วยความมุ่งมั่นอยากเป็นพระอรหันต์บ้าง  ท่านจึงตั้งสัจจะไว้ว่าจะขอเรียนบาลีให้จบแค่เปรียญ  3  ประโยคเท่านั้นส่วนนักธรรมแม้จะไม่จบชั้นก็ไม่เป็นไร  จากนั้นจะออกปฏิบัติกรรมฐานโดยถ่ายเดียว  จะไม่ยอมศึกษาและสอบประโยคต่อไปเป็นอันขาด
    เรียนจบ  ท่านสอบได้ทั้งนักธรรมเอก  และเปรียญ  3  ประโยค  ในปีที่ท่านบวชได้  7  พรรษา  ณ  วัดเจดีย์หลวง  จังหวัดเชียงใหม่  และสถานที่แห่งนี้เองเป็นที่แรกที่ท่านได้มีโอกาสพบเห็นท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต  ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นพระอาจารย์องค์สำคัญที่สุดในชีวิตของท่าน
    ออกปฏิบัติ   เมื่อเรียนจบมหาเปรียญแล้ว  แม้จะมีพระมหาเถระในกรุงเทพฯ  สนับสนุนให้ท่านเรียนต่อในชั้นสูง  ๆ  ขึ้นไปก็ตาม  แต่ด้วยท่านเป็นคนรักคำสัตย์ยิ่งกว่าชีวิต  ดังนั้นเมื่อมีโอกาส
ท่านจึงเข้ากราบลาพระผู้ใหญ่  และออกปฏิบัติกรรมฐานอย่างจริงจัง  โดยมุ่งหน้าไปทางป่าเขาแถบจัหวัดนครราชสีมา  แล้วเข้าจำพรรษาที่อำเภอจักราช  นับเป็นพรรษาที่  8  ของการบวช
    พากเพียร   ท่านเร่งความเพียรตลอดทั้งพรรษา  ไม่ทำการงานอื่นใดทั้งนั้น  มีแต่ทำสมาธิภาวนา-เดินจงกรมอย่างเดียวทั้งวันทั้งคืนจนจิตได้รับความสงบจากสมาธิธรรม
   มุ่งมั่น   แม้พระเถระผู้ใหญ่ท่านอุตส่าห์เมตตาตามมาสั่งให้กลับเข้าเรียนบาลีต่อที่กรุงเทพฯ  อีก  แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว  ที่จะพ้นทุกข์ให้ได้ภายในชาตินี้  ท่านจึงหาโอกาสปลีกตัวออกปฏิบัติได้อีกวาระหนึ่ง
    จิตเสื่อม   จากนั้นท่านกลับไปบ้านเกิดของท่าน  เพื่อทำกลดไว้ใช้ในการออกวิเวกตามป่าเขา  จิตที่เคยสงบร่มเย็น  จึงกลับเริ่มเสื่อมลง  ๆ  เพราะเหตุที่ทำกลดคันนี้นี่เอง
   เสาะหา..อาจารย์   เดือนพฤษภาคม  2485  เดินทางไปขออยู่ศึกษากับท่านพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต    เหตุการณ์บังเอิญกุฏิที่พักเพิ่งจะว่างลงพอดี  ท่านพระอาจารย์มั่นจึงเมตตารับไว้และเทศน์สอนตรงกับปัญหาที่เก็บความสงสัยฝังใจมานานให้คลี่คลายไปได้ว่า  ดินฟาอากาศแร่ธาตุต่าง ๆ เขาเป็นของเขาเอง  เขาไม่ได้เป็นมรรคผลนิพพานเขาไม่ได้เป็นกิเลส  กิเลสจริง ๆ มรรคผลนิพพานจริง ๆ อยู่ที่ใจ  หากกำหนดจิตจ่อด้วยสติที่ใจแล้ว  จะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งธรรม  ทั้งกิเลสในใจขณะเดียวกันจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับ
    ปริยัติ..ไม่เพียงพอ  จากนั้นท่านพระอาจารย์มั่นเมตตาแนะต่อว่าธรรมที่เรียนมาถึงขั้นมหาเปรียญมากน้อยเพียงใด  ยังไม่สามารถอำนวยประโยชน์ให้ได้  แต่กลับจะเป็นอุปสรรคต่อการภาวนาเพราะอดจะเป็นกังวลและนำธรรมที่เรียนมานั้นมาเทียบเคียงไม่ได้  ในขณะที่ทำใจให้สงบและยังจะกลายเป็นสัญญาอารมณ์คาดคะเนไปที่อื่น  จนกลายเป็นคนไม่มีหลักได้
    ดังนั้น  เพื่อให้สะดวกในเวลาทำความสงบหรือจะใช้ปัญญาคิดค้น  ให้ยกธรรมที่เรียนมานั้นขึ้นบูชาไว้ก่อน  ต่อเมื่อถึงกาลอันสมควร  ธรรมที่เรียนมาทั้งหมดจะวิ่งเขามาประสานกันกับด้านปฏิบัติและกลมกลืนกันได้อย่างสนิท
    โหมความเพียร  จากการได้ศึกษากับผู้รู้จริงได้รับอุบายต่าง ๆ มากมาย  และหักโหมความเพียรเต็มกำลัง  ชนิดนั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่งถึง  9  คืน  10  คืน  โดยเว้น  2  คืนบ้าง  3  คืนบ้าง  ทำให้ก้นของท่านระบบจนถึงกับแตกพอง  เลอะเปื้อนสบงเลยทีเดียว  แต่จิตใจที่เคยเสื่อมนั้นกลับเจริญขึ้น  ๆ  จนสามารถตั้งหลักได้
    จริงจัง   ท่านถูกจริตกับการอดอาหาร  เพราะทำให้ท่านตัวเบาการภาวนาง่ายสะดวก  และจิตใจเจริญขึ้นได้ดี  จึงมักงดฉันอาหารติดต่อกันเป็นเวลานาน  คราวหนึ่งท่านออกวิเวกแถบป่าใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่งชาวบ้านไม่เห็นท่านออกบิณฑบาตนานจนผิดสังเกต  ถึงขนาดหัวหน้าหมู่บ้านต้องตีเกราะเรียกประชุมกัน  ด้วยลือกันว่าไม่ใช่ท่านตายแล้วหรือก็เคยมี
    นักรบธรรม  ท่านไม่เห็นแก่การกินการนอนมากไปกว่าผลแห่งการปฏิบัติธรรม  ดังนั้นในช่วงบำเพ็ญเพียรสภาพร่างกายของท่านจึงเป็นที่น่าตกอกตกใจแก่ผู้พบเห็นอย่างมาก  แม้ท่านพระอาจารย์มั่นเองเห็นท่านซูบผอมจนผิดสังเกต  ชนิดหนังห่อกระดูก  ทั้งผิวก็ซีดเหลืองเหมือนเป็นดีซ่าน  ท่านถึงกับทักว่า “โฮทำไมเป็นอย่างนี้ละ”  แต่ด้วยเกรงว่าลูกศิษย์จะตกใจและเสียกำลังใจ  ท่านพระอาจารย์มั่นก็กลับพูดให้กำลังใจในทันทีนั้นว่า “มันต้องอย่างนี้ซิจึงเรียกว่านักรบ”   ท่านเคยเล่าถึงความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับกิเลส  เพื่อจะเอาแพ้เอาชนะกันว่า  “ถ้ากิเลสไม่ตาย  เราก็ต้องตาย  จะให้อยู่เป็นสองระหว่างกิเลสกับเรานั้นไม่ได้”
    ปัญญาก้าวเดิน   ด้วยความมุ่งมั่นจริงจังดังกล่าว  ทำให้จิตใจของท่านได้หลักสมาธิแน่นหนามั่นคง  ท่านทรงภาวะนี้นานถึง  5  ปี   ไม่ขยับก้าวหน้าต่อ  ท่านพระอาจารย์มั่นจึงให้อุบายอย่างหนักเพื่อให้ออกพิจารณาทางด้านปัญญาทั้งทางอสุภะ  (ซากศพ)  กระทั่งถึง  อนิจจัง   ทุกขัง
อนัตตา  ทั้งส่วนหยาบ  ส่วนกลาง  และส่วนละเอียด  จนสามารถรู้เรื่องรู้ราว   ฆ่ากิเลสตัวนั้นได้  ตัดกิเลสตัวนี้ได้โดยลำดับ  ๆ  ในช่วงนี้  ท่านมีความเพลิดเพลินในความเพียรเพื่อฆ่ากิเลส  ชนิดเดินจงกรมไม่รู้จักหยุด  ตั้งแต่เช้าหลังจังหันจนกระทั่งปัดกวาดในตอนบ่ายไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย
    สิ้น..อาจารย์   ท่านพระอาจารย์มั่นได้มรณภาพลง  เมื่อ  10  พฤศจิกายน  2492  ณ  วัดป่าสุทธาวาส  จังหวัดสกลนคร  ยังความเศร้าสลดสังเวชใจแก่ท่านอย่างเต็มที่  ด้วยรู้สึกว่าหมดที่พึ่งทางใจแล้ว  จากนั้นท่านพยายามปลีกตัวจากหมู่เพื่อนอยู่ป่าเขาตามลำพัง  แต่มุ่งอยู่กับความเพียร
ตลอดสติแนบแน่นกับจิตเป็นอัตโนมัติด้วยภาวนายปัญญา
    ป่วย..แต่กาย   คราวหนึ่งที่ท่านออกวิเวก  ชาวบ้านป่วยเป็นโรคขัดหัวอกล้มตายวันหนึ่ง ๆ จำนวนตั้งแต่  3-8  คน  เพราะหากใครเป็นโรคนี้แล้วจะต้องตายภายใน  2-3  วัน  อย่างแน่นอน  ท่านก็เมตตาสวด  กุสลา  มาติกา  ให้คนตายที่ป่าช้า  ชนิดไม่มีเวลาลุกไปไหน  เพราะเดี๋ยวหามคนตายมาใหม่อีกแล้ว  สักครู่ใหญ่ก็หามมาใหม่อีกแล้วกระทั่ง  จู่ ๆ  ท่านก็มาเป็นโรคเดียวกันนี้เข้าบ้าง
ท่านจึงบอกชาวบ้านเพื่อขอหลบนั่งสมาธิภาวนาต่อสู่กับทุกขเวทนาใหญ่นี้  ด้วยธรรมโอสถ  ด้วยการพิจารณาอริยสัจผล  ปรากฏว่าพิจารณาตกโรคหายเป็นปลิดทิ้งในเที่ยงคืนนั้นเอง
    คืนแห่ง..ความสำเร็จ  จากนั้นไม่นานท่านก็มุ่งสู่วัดดอยธรรมเจดีย์  (ปัจจุบันอยู่ อ.โคกศรีสุพรรณ  จังหวัดสกลนคร)  เป็นช่วงพรรษาที่  16  ของท่าน  บนเขาลูกนี้นี่เองของคืนเดือนดับแรม  14  ค่ำ  เดือน  6 (จันทร 15  พฤษภาคม  2493)  เวลา  5  ทุ่มตรง  ท่านได้บรรลุธรรมด้วยความอดทนพากเพียรพยายามอย่างสืบเนื่องตลอดมา  นับแต่วันออกปฏิบัติกรรมฐานอย่างเต็มเหนี่ยวรวมเวลา 9  ปี
    คืนแห่งความสำเร็จระหว่างกิเลสกับธรรมภายในใจของท่าน  จึงตัดสินกันลงได้ด้วยความประจักษ์ใจ  หายสงสัยทุกสิ่งทุกอย่างเรื่องภพชาติ  เรื่องเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  กิเลสตัณหา  อาสวะทุกประเภทได้ขาดกระเด็นออกไปจากใจในคืนวันนั้นเอง
    ยืนยัน..ชาตินี้ชาติหน้าอดีตชาติมีจริง  สภาวธรรมในใจของท่านขณะนั้นท่านเคยเล่าให้พระภิกษุในวัดป่าบ้านตาดฟังว่า  “เกิดความสลดสังเวชภพชาติแห่งความเป็นมาของตน  และเกิดความอัศจรรย์ ในพระพุทธเจ้า  พระสาวกอรหันต์ที่ท่านหลุดพ้นไปแล้ว  ท่านก็เคยเป็นมาอย่างนี้  เราก็เป็นมาอย่างนี้  แต่คราวนี้เป็นความอัศจรรย์ในวาระสุดท้ายได้ทราบชัดเจนประจักษ์ใจ  เพราะตัวพยานก็มีอยู่ภายในจิตนั้นแล้ว  แต่ก่อนจิตเคยมีความเกี่ยวข้องพัวพันกับสิ่งใดบัดนี้ไม่มีสิ่งใดจะติดจะพัวพันอีกแล้ว” 

 คลิกภาพเพื่อดูไสลด์