You are here: หน้าแรก >> เส้นทางที่ ๑ >> 3. วัดทิพยรัฐนิมิตร

3. วัดทิพยรัฐนิมิตร

วัดทิพยรัฐนิมิตรหรือวัดบ้านจิก ตั้งอยู่ถนนนเรศวร ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี

 

 


 >
ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

 

ประวัติวัดทิพยรัฐนิมิตร

คุ้มบ้านจิกซึ่งมีศาลเจ้าเป็นที่นับถือของคนในหมู่บ้านนี้ ต่อมาคุณแม่ทิพย์ภรรยาพันตำรวจโทพระยงค์พลพ่ายได้ร่วมกับ ร้อยตำรวจโทขุนรัฐกิจบรรหาญ ชักชวนชาวบ้านคุ้มบ้านจิกถวายที่ดินแห่งนี้ให้เป็นที่สำนักสงฆ์เมื่อ พ.ศ.๒๔๗๓ และสร้าง โบสถ์ (โบสถ์เก่า) อยู่ข้างหน้าศาลเจ้าจนแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ.๒๔๗๙ เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ไม่ได้จัดฉลองและผูกพัทธสีมา ซึ่ง
ในขณะนั้นมีพระอาจารย์โชติเป็นเจ้าอาวาส และต่อมา พ.ศ.๒๔๘๑ พระอาจารย์อุ่น ธมฺมธโร เป็นเจ้าอาวาส และในปีนี้ พระอาจารย์อุ่นได้เดินทาไปธุดงค์และชักชวนพระ ๓๐ รูป ซึ่งมีหลวงปู่ถิรรวมอยู่ด้วยจากอำเภอมุกดาหารมาอยู่ที่วัดบ้านจิก
ดังได้กล่าวมาแล้วทุกพรรษา

ขณะที่จำพรรษาที่วัดบ้านจิกนี้ หลวงปู่ถิรมักจะนิมิตเห็นตัวท่านเองนั่งอยู่ในโบสถ์ร้าง ซึ่งหลวงปู่ก็ ไม่ทราบว่าเป็นโบสถ์ไหน หลวงปู่จึงได้แต่คิดว่าทำไมผู้สร้างโบสถ์จึงไม่จัดงานฉลองโบสถ์ แต่ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๙๑ ร้อยตำรวจโทขุนรัฐกิจบรรหาญและคณะชาวบ้านขออนุญาตจัดงานฉลองและผูกพัทธสีมา หลวงปู่จึทราบว่าที่แท้จริงโบสถ์ร้างใน นิมิตตลอด ๙ ปีก็คือโบสถ์วัดบ้านจิกที่ท่านจำพรรษาอยู่นั่นเอง

ต่อมาประมาณ พ.ศ.๒๔๙๘ คณะภรรยาข้าราชการตำรวจและพ่อค้าชาวจีนในจังหวัดอุดรธานีได้ร่วมกันซื้อที่ดิน นับตั้งแต่ส่วน ที่เป็เตแนวรั้วเตี้ยๆ เก่าแก่ที่ทำด้วยอิฐดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ติดหนองน้ำขึ้นไปทางทิศตะวันออกจนถึงห้วยหนองน้ำแฝด ด้านหลังห้วยน้ำแฝดจะเป็นป่าสำหรับรุกขมูลิกังคธุดงค์ อาณาบริเวณดังกล่าวนี้คือเขตวัดบ้านจิกใหม่ในปัจจุบัน

ในปี พ.ศ.๒๕๐๐ หลวงปู่ได้สร้างศาลากลางน้ำขึ้น เมื่อสร้างจวนเสร็จปรากฏว่าเกิดนิมิตเห็นเป็นชายร่างใหญ่ผิวดำถือปืนเข้า มาจะยิงหลวงปู่ขณะนั่งภวานาอยู่ในกุฏิ แล้วชายคนนั้นถามหลวงปู่ว่า "ท่านกลัวไหม" หลวงปู่ตอบว่า "ไม่กลัว" เพราะชีวิตเราได้สละแล้วตั้งแต่ออกบวช ชายคนนั้นจึงยิงหลวงปู่ ปรากฏว่ากระสุนปืนเฉียดซี่โครงด้ายซ้ายไป แล้วชายคนนั้นก็ อัตรธานหายไป หลวปู่นั่งพิจารณาต่อจึงทราบว่าพรุ่งนี้ศาลากลางน้ำที่กำลังก่อสร้างอยู่จะพังทลายลง มีเสียงถามขึ้นในใจว่า "เสียดายไหม" หลวงปู่ตอบว่า "ไม่เสียดาย ไม่เสียใจ เพราะศาลาหลังนี้ไม่ใช่ศาลาเก่าแก่ แต่เป็นศาลาที่เราสร้างขึ้นมาเอง เกิดขึ้นมาทีหลังตัวเรา เมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ ภายภาคหน้าถ้ามีบุญบารมีเพียงพอเราก็จะสามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้และจะสร้างให้ดีกว่าเดิม" วันรุ่งขึ้นบังเอิญเจ้าคุณพิศาล เจ้าคณะอำเภอหนองบัวลำภูในขณะนั้น ได้เดินทางมาเยี่ยมและเอ่ยปากกล่าวว่า ศาลาใหม่จนเสร็จแล้วน่ะ หลวงปู่จึงบอกว่า ในวันนี้ศาลาก็จะพังแล้ว คอยดูน่ะ ปรากฏว่าตอนบ่ายวันนั้นเอง มีเมฆดำขนาดใหญ่ลอยมาเหนือวัดและมีพายุพัดแรงมากจนศาลาลอยตัวขึ้นทั้งหลังแล้วถูกปล่อยตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ทำให้ศาลาพังทลาย หลวงปู่เล่าว่า สาเหตุที่ศาลาลอยขึ้นทั้งหลังนั้นเนื่องจากหลังคาศาลาทำด้วยแผ่นกระเบื้องเรียงซ้อนกันถี่และหนัก เมื่อลมพายุพัดมา แผ่นกระเบื้องที่ถูกตรึงติดไว้ดีแล้วจึงไม่ปลิวหลุดเป็นแผ่นๆ แรงลมพายุที่อยู่ใต้หลังคาจึงสามารถดันให้ศาลาทั้งหลังลอยตัวขึ้นไปได้ เสมือนหนึ่งศาลาทั้งหลังถูกอุ้มลอยขึ้นไป เมื่อแรงลมอ่อนลงศาลาจึงถูกปล่อยตกลงมากระแทกพื้นเสียหาย ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๒๖ หลวงปู่ก็สร้างโบสถ์ใหม่ที่ตำแหน่งเดิมนี้อีก

ขณะที่สร้างพระอุโบสถนี้อยู่จวนจะแล้วเสร็จ หลวงปู่ได้นิมิตเห็นอดีตสมเด็จพระสังฆราชเสด็จมาแล้วตรัสว่า จะขอเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์โบราณสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธบาทรูปศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่ครั้งโบราณกาลในพระอุโบสถ เมื่อเสด็ยเข้าไปในตัวพระอุโบสถเพื่อชมพระพุทธรูป ปรากฏว่าทรงอ่อนเพลียไม่มีเรี่ยวแรง เดินไม่ได้ หลวงปู่จึงอุ้มสมเด็จพระสังฆราชลอยขึ้นไปชมชั้นสองของพระอุโบสถ (ในนิมิตนั้นยังไม่มีบันไดขึ้นไปสู่ชั้นสอง) หลวงปู่จึงตื่นจากนิมิต นิมิตนี้หมายความว่า เพราะบุญบารมีของหลวงปู่ที่มีมาแต่ปางก่อน จะเป็นสิ่งสนับสนุนให้สร้างอุโบสถได้สำเร็จ และมีความศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากบุญบารมีของผู้สร้าง

ภายในตัวอุโบสถชั้น ๒ ที่เป็นวิหารการเปรียญซึ่งเป็นที่ฝึกบำเพ็ญเพียรภาวนา เมื่อก้าวพ้นประตูด้นตะวันออก
เข้าไปข้างในจะพบว่าข้างหน้ามีพระประธานขนาดใหญ่ สีทอง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีลักษณะงดงามมาก
พระประธานภายในอุโบสถพระพักตร์มีรอยยิ้มดูอ่อนโยน เมตตา พระเนตรทอดต่ำ เหมือนกับจะก้มลงมองดูพุทธศาสนิกชนที่มากราบนมัสการท่าน ผู้ที่มาสวดมนต์บำเพ็ญเพียรภาวนาที่โบสถ์นี้ประจำทุกค่ำเช้ามักจะพูดกันว่า พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์นี้เวลากลางคืนมองดูแล้วเสมือนหนึ่งท่านหลับพระเนตรลง และในตอนเช้า-กลางวันจะมองเห็นท่านเบิกพระเนตร และบางคนก็ว่า ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตั้งใจภาวนาจะมองเห็นท่านเบิกพระเนตรขึ้นมองดู

เมื่อเข้ามาอยู่ภายในโบสถ์จะรู้สึกว่าเย็นชุ่มชื่นกว่าปกติ เนื่องจากแนวรอยต่อพื้นแต่ละชั้น หลวงปู่ได้ทำให้เป็นช่องว่างห่างกันประมาณ ๓๐ ซม. และมีคานรับน้ำหนักพื้นชั้นบนสูงประมาณ ๔๐ ซม. ห่างกันเป็นช่องๆ ซึ่งแต่ละช่องจะมีรูสำหรับให้น้ำไหลผ่านหมุนเวียนรอบโบสถ์ได้ และจะมีเครื่องดูดอากาศออก และดูดไอน้ำเข้าจากพื้นด้านในโบสถ์ เพื่อให้ไอน้ำกระจายในตัวโบสถ์ ทำให้เกิดความชุ่มชื่น จะเห็นได้ว่าเป็นลักษณะการสร้างที่ไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของหลวงปู่โดยแท้ ทั้งนี้เป็นเพราะพรสวรรค์และบุญบารมีที่หลวงปู่ได้สั่งสมมา ทำให้สามารถสร้างโบสถ์ที่ใหญ่สวยงามวิจิตรได้ทั้งๆ ที่หลวงปู่ไม่ได้เรียนด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์มาเลย รูปทรงโบสถ์ทั้งหมดเขียนแปลนออกมาจากนิมิตทั้งสิ้น ในปี พ.ศ.๒๔๙๔ ที่หลวงปู่ได้เห็นหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี มาบอกว่า หลวงปู่จะได้สร้างโบสถ์ใหญ่เท่าวัดเจดีย์หลวง นับได้ว่าเป็นบุญตาของผู้ที่ได้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง

 

 


 

                                                                      ประวัติพระครูสถิตธรรมวิสุทธิ์ (หลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม)
                                                                  อดีตเจ้าอาวาสวัดทิพยรัฐนิมิตร (วัดบ้านจิก) จ.อุดรธานี


พระครูสถิตธรรมวิสุทธิ์หรือ “หลวงปู่ถิร ฐิตธมฺโม” มีนามเดิมชื่อ ถิร บุญญวรรณ เกิดเมื่อวันพุธที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2459 ตรงกับขึ้น 14 ค่ำ เดือน 12 ปีมะโรง ณ บ้านสิงห์มงคลใต้ อ.มุกดาหาร จ.นครพนม (ในสมัยนั้น) โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายลอย และนางช่วย บุญญวรรณ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 6 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 3 ในวัยเด็กเรียนหนังสือจบชั้นประถมภาคบังคับที่โรงเรียนมุกดาหารมุกดาลัย อ.มุกดาหาร จ.นครพนม (ปัจจุบันเป็น จ.มุกดาหาร) เมื่ออายุ 10 ขวบ ได้ขอโยมบิดาไปเป็นลูกศิษย์วัดที่วัดยอดแก้วศรีวิชัย (วัดกลาง) ต.ศรีบุญเรือง อ.มุกดาหาร จ.นครพนม คอยปรนนิบัติรับใช้พระอยู่ในวัด

การบรรพชาและอุปสมบท
เมื่อเรียนจบการศึกษาจึงได้เข้าพิธีบรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดยอดแก้วศรีวิชัย ในปี พ.ศ.2475 ขณะนั้นอายุได้ 16 ปี โดยมีพระมหาแก้ว รัตนปัญโญเป็นพระอุปัชฌาย์ ด้วยคาดหวังจะได้ศึกษาหลักสูตรการเรียนของสามเณร ทั้งการฝึกหัดครู ศาสนาพุทธ ภาษาบาลีและสันสกฤตควบคู่กันไป ต่อมาโยมบิดาได้พาไปอยู่ที่วัดป่าศีลาวิเวก และได้รับการอบรมวิธีการบำเพ็ญเพียรภาวนา สมาธิ และกัมมัฏฐานจากพระอาจารย์ดี ฉันโน เจ้าอาวาสวัด เป็นเวลา 2 พรรษา จนกระทั่งสามเณรถิรอายุครบ 20 ปี บริบูรณ์จึงตัดสินใจขออุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2478 ณ วัดหัวเวียง ต.พระธาตุพนม จ.นครพนม โดยมีพระสารภาณมุนี (จันทร์ เขมิโย) เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระอธิการทอง เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “ฐิตธมฺโม” แปลว่า ตั้งมั่นในธรรม หลังจากนั้นพระถิรได้มาจำพรรษาที่วัดป่าศีลาวิเวกกับพระอาจารย์ดี ฉนฺโน เช่นเดิมโดยได้ฝึกปฏิบัติตนตามแนวสายพระป่าอย่างจริงจัง เมื่อเข้าพรรษาที่ 2 จึงเดินทางไปจำพรรษาที่วัดเกาะแก้ว แต่ไม่พบกับหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล เนื่องจากท่านไปจำพรรษาที่ จ.อุบลราชธานี ในพรรษาที่ 4 ได้ออกธุดงค์กับพระอาจารย์อุ่น ไปบ้านปากดง ส่วนท่านเดินทางกลับมายังวัดบ้านจิก พ.ศ.2483 หลวงปู่มั่น ภูริทัตโตได้เดินทางมาจำพรรษาที่วัดป่าโนนนิเวศน์จ.อุดรธานี

พระถิรได้เดินทางไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่น พ.ศ.2486 เป็นช่วงเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 พระถิรได้เดินทางไปธุดงค์และจำพรรษาที่วัดบ้านงิ้วพึง ข้างสนามบินอุดรธานี (กองบิน 23) จากนั้นได้กลับมาจำพรรษาที่วัดบ้านจิกอีก แต่มีเหตุการณ์ไม่สงบเกิดขึ้นในวัดมากมาย หลวงปู่จึงออกธุดงค์อีก พ.ศ.2488 พระอาจารย์อุ่น เจ้าอาวาสย้ายไปจำพรรษาที่อื่นหลวงปู่จึงต้องเป็นเจ้าอาวาสแทน แต่ปรากฏมีพระเถระบางรูปไม่พอใจ ทำให้ท่านท้อใจออกธุดงค์ไปจำพรรษาที่วัดบ้านโป่ง อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และได้เข้านมัสการหลวงปู่แหวน สุจินโณ ที่วัดดอยแม่ปั๋ง ต่อมา ร.ต.ท.ขุนรัฐกิจบรรหารและคณะชาวบ้านได้ไปนิมนต์ท่านให้กลับมาอยู่วัดบ้านจิกอีกครั้ง พ.ศ.2498 คณะภรรยาข้าราชการตำรวจและพ่อค้าชาวจีนในอุดรธานีได้ร่วมกันซื้อที่ดินให้วัดเพิ่มขึ้นอีก ทำให้วัดกว้างขึ้นมากในปัจจุบันนี้

ข้อวัตรปฏิบัติ
หลวงปู่ถิร มีข้อวัตรปฏิบัติเป็นประจำ 3 ประการ คือ
1.บิณฑปาติกังคธุดงค์ ถือภิกขาจารออกบิณฑบาตมาฉันเป็นนิจ ยกเว้นวันที่ท่านอาพาธ
2.เอกปัตติกังคธุดงค์ ถือฉันในบาตรโดยใช้ภาชนะใบเดียวตลอด
3.เอกาสนิกังคธุดงค์ ถือฉันหนเดียวตลอดมา และธุดงควัตร

นอกจากนี้ ทุกเย็น ตั้งแต่เวลา 17.00-21.00 น. จะมีการอบรมฝึกบำเพ็ญเพียรภาวนาให้แก่พุทธศาสนิกชนเป็นประจำทุกวัน
ด้วย แม้ทุกวันนี้หลวงปู่จะละสังขารไปแล้วอย่างสงบ แต่ท่านจะยังเป็นศูนย์รวมใจแห่งชาวอุดรธานีตลอดไป

หลวงปู่ถิรมรณภาพ เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2548  สิริอายุ 88 ปี 9 เดือน 1วัน  70 พรรษา และจังหวัดอุดรธานี ได้ประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2548 ณ เมรชั่วคราว วัดทิพยรัฐนิมิตร อ.เมือง จ.อุดรธานี

คลิกภาพเพื่อดูไสลด์