You are here: หน้าแรก >> บทความ >> วันสำคัญของชาติ >> วันเจษฎาบดินทร์
๓๑ มีนาคม  ของทุกปี เป็น วันที่ ระลึกพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า ซึ่ง คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้ถือเป็นวันสำคัญของชาติเพื่อประกอบงานรัฐพิธีถวายราช สักการะ โดยมิต้องถือเป็นวันหยุด ราชการ และเห็นชอบให้ถวายพระราชสมัญญามหาราชว่า “ พระมหาเจษฎาราชเจ้า ”  แปลว่า “ พระเจ้า แผ่นดินผู้เป็นใหญ่ ”

              พระบาทสมเด็จพระ นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓) พระนามเดิมว่า “ หม่อมเจ้าชายทับ ” เป็น พระราชโอรสลำดับองค์ที่ ๓ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) พระราชสมภพเมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๓๓๐ ณ พระราชวังเดิมธนบุรี เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติในวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๓๖๗ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ ๓ แห่งกรุงรัตน์โกสินทร์ พระนามว่า “ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ” ซึ่งมาจากคำว่า ทับ ซึ่งหมายถึงพระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงประทับอยู่เหนือหัวของประชาชนชาวไทยทุกคน นั่นเอง

              ตลอดระยะเวลาที่ รัชกาลที่ ๓ ทรงครองราชย์สมบัติ สิริรวมประมาณ ๒๗ ปี ตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๖๗ - พ.ศ.๒๓๙๔ พระองค์ทรงปกครองประเทศโดยทำนุบำรุงให้ชาติเข้มแข็งรุ่งเรือง ได้ทรงดำรงพระบรมราชวงศ์ จักรีซึ่งเพิ่งสถาปนาขึ้นใหม่ให้มั่นคง โดยทรงมีส่วนร่วมกับขุนนางในการบริหารราชการก่อนที่จะเสด็จขึ้นเสวย ราชสมบัติ และได้ทรงควบคุมกิจการบ้านเมืองด้วยพระองค์เองมาตลอดรัชสมัยของพระองค์ ทรงเลือก เฟ้นแต่งตั้งเสนาบดีที่มีความสามารถให้รับราชการสนองพระเดชพระคุณตามอำนาจ หน้าที่ พระองค์ได้ดำเนินนโยบายภายในประเทศอย่างเข้มแข็งและเป็นผลสำเร็จอย่างดียิ่ง ได้ทรงเพิ่มพูนรายได้ของประเทศชาติอย่างหลากหลาย วิธี เช่น แต่งเรือสำเภาไปค้าขายกับต่างประเทศ เปลี่ยนแปลงและปรับปรุงการเก็บภาษีอากรจากรูปของสินค้าและแรงงานเป็นการชำระ ด้วยเงินตรา ที่สำคัญคือมีการเก็บภาษีตั้งขึ้นใหม่ถึง ๓๘ อย่าง เพื่อมิให้บังเกิดความขาดแคลนเหมือนเมื่อครั้งรัชกาลก่อน ทั้งยังได้เพิ่มงบประมาณการป้องกันประเทศ สร้างกองทัพเรือ ขุดคูคลอง สร้างป้อมปราการเพื่อรักษาปากน้ำจุดสำคัญๆ ในขณะเดียวกันก็ทำนุบำรุงประเทศพร้อมกันไปด้วย

              ในด้านของการศาสนา ทรงมีพระราชศรัทธาแรงกล้าในพระบวรพุทธศาสนา พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ พระศาสนาตลอดรัชสมัยเป็นเอนกอนันต์ เช่น ทรงบูรณะและปฏิสังขรณ์ วัดต่างๆ อีกทั้งยังทรงสร้างพระปรางค์และพระเจดีย์มากมาย อาทิ พระปรางค์วัด อรุณราชวราราม โลหะปราสาทวัดราชนัดดาราม วัดเทพธิดาราม ฯลฯ

              ส่วนในด้านการศึกษา นั้นที่โดดเด่นคือ วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม ที่จารึกไว้ทั้งวิชาอักษรศาสตร์ แพทยศาสตร์ พุทธศาสตร์ และโบราณคดี พร้อมเขียนภาพประกอบไว้บนฝาผนัง ทำให้ประชาชนสามารถศึกษาหาความรู้ได้อย่างละเอียดลึกซึ้งและแพร่หลาย จนกล่าวกันว่าเป็น มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมืองไทย และจากการที่คณะบาทหลวงและมิชชันนารีเข้ามาเผยแพร่คริสตศาสนา พร้อมกับวิชาการ ใหม่แบบตะวันตก ยังส่งผลให้เกิดการศึกษาระบบโรงเรียนในสมัยรัชกาลที่ ๔ และ สมัยรัชกาลที่ ๕ โดยเฉพาะ นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์ หรือ “ หมอบรัดเลย์ ” ที่สร้างผลงานต่างๆไว้มากมาย อาทิ ก่อตั้งโรงพิมพ์ที่สำเหร่พิมพ์หนังสือไทยอย่างตำราแพทย์แผนปัจจุบัน ปลูกฝีป้องกันไข้ทรพิษให้คนไทย นำควินินซัลเฟต ยาสลบ รวมถึงได้สอนการผ่าตัดแบบแผนปัจจุบัน ภาษาอังกฤษ การต่อเรือกำปั่นแบบฝรั่ง วิชาแยกธาตุเพื่อใช้ในการทำเหรียญกษาปณ์ วิชาการแพทย์แก่พระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ นอกจากนั้นในรัชกาลนี้ยังมีกวีที่สำคัญๆอีกหลายท่าน เช่น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สุนทรภู่ ฯลฯ ดังนั้นฐานะของประชาชนพลเมือง เมื่อเปรียบเทียบกับชนชาวเอเชียอื่นๆ แล้ว จึงนับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก

              ในสมัยพระองค์ท่าน อิทธิพลของประเทศสยาม ที่มีต่อบรรดาเมืองขึ้นได้แผ่ขยายไปอย่างกว้างขวาง มีการกวดขันการควบคุมเมืองขึ้นด้านมลายูให้รัดกุมยิ่งขึ้น อีกทั้งได้ผนวกดินแดนหลายแห่งเข้ามาอยู่ในพระราชอาณาเขต พร้อมขยายอำนาจการปกครองไปทางเหนือและหัวเมืองลาวด้านตะวันออก รวมทั้งได้เขมรกลับคืนมาด้วย และภายหลังการคุมคามจากพม่าได้หมดสิ้นไปแล้วเนื่องจากพม่าถูกอังกฤษรุกราน แต่กระนั้นเรากลับต้องเผชิญกับการคุกคามอันรุนแรงจากชาวตะวันตกแทน ซึ่งพระองค์ท่านก็สามารถแก้ไขโดยยอมเซ็นหนังสือสัญญาหลายฉบับ เช่น สนธิสัญญาเบอร์นี่กับอังกฤษ สนธิสัญญากับอเมริกา เป็นต้น เพื่อธำรงรักษาฐานะทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของไทยเอาไว้

              ในขณะเดียวกัน พระองค์ท่านก็มีนโยบายบางประการเพื่อป้องกันไม่ให้ชาวตะวันตกรุกรานและหลั่ง ไหลเข้ามาสู่ประเทศ และยังมีพระราชกระแสก่อนสวรรคตที่แสดงถึงพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ พระองค์เกี่ยวกับชาวตะวันตกว่า “ การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่พวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว ”

              เมื่อพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต ในปี พ.ศ.๒๓๙๔ นั้น ประเทศอยู่ในสภาพมั่นคงสมบูรณ์ รัฐบาลเป็นปึกแผ่นยิ่งกว่าตอนที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ พระราชอาณาเขตขยายออกไปกว้างขวางกว่าเดิม เขตแดนทั้งทางบกทางน้ำมีความปลอดภัยยิ่งกว่าครั้งใดๆ ด้านเศรษฐกิจของประเทศก็มีเสถียรภาพยิ่ง สามารถนำเงินไปใช้ในการทะนุบำรุง ประเทศ การป้องกันประเทศ การศาสนา และด้านอื่นๆ ได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังมีเงินที่เหลือบางส่วนเก็บใส่ “ ถุงแดง ” เอาไว้ ซึ่งต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ทรงนำมาใช้เป็นค่าปรับในกรณีพิพาทกับประเทศฝรั่งเศส เมื่อ ร.ศ.๑๑๒ ช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองและ สงครามระหว่างประเทศไปได้

              ด้วยพระราชกรณียกิจ อันน้อยใหญ่ที่ล้วนมีคุณต่อแผ่นดินและประชาชนชาวไทย ดังนั้น เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ได้เวียนมาถึงอีกครั้งหนึ่งในปีนี้ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยการเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทในการนำเอาความรู้ ความสามารถ ผนวกกับความสามัคคีของคนในชาติ มาช่วยเหลือ ประเทศให้ผ่านพ้นภาวะวิกฤต ทั้งในด้านสงครามเศรษฐกิจ และความเสื่อมโทรมถดถอยทางสังคม โดยเฉพาะช่วยกันธำรงรักษาความเป็นไทยให้พ้นจากการถูกครอบงำผ่านความเจริญทาง เทคโนโลยี เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงและมั่งคั่ง ได้อย่างสง่างามดังเช่นอดีตที่ผ่านมา

บทความโดย เยาวนิศ เต็งไตรรัตน์
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่ง ชาติ กระทรวงวัฒนธรรม
http://www.culture.go.th/



พระราชประวัติสังเขป
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า

     พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับเจ้าจอมมารดาเรียม ต่อมาได้รับการเฉลิมพระอิสริยศักดิ์ขึ้นเป็น สมเด็จพระศรีสุราลัย สมเด็จพระบรมราชชนนี พันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันจันทร์ที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๓๓๐ ณ พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี ขณะเมื่อสมเด็จพระบรมชนกนาถยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร พระราชมารดายังดำรงพระฐานันดรศักดิ์เป็นหม่อมเรียม ดำรงพระอิสริยฐานันดรศักดิ์ของพระองค์จึงเป็น "หม่อมเจ้าทับ" พุทธศักราช ๒๓๔๔ สมเด็จพระบรมชนกนาถได้รับอุปราชาภิเษกเป็น สมเด็จพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระองค์จึงได้เลื่อนพระอิสริยฐานันดรศักดิ์เป็น "พระองค์เจ้าทับ" เมื่อพระชนมพรรษาครบปีที่จะทรงผนวช พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระบรมอัยกาธิราช โปรดให้ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และเสด็จไปประทับจำพรรษา ณ วัดราชสิทธาราม บางกอกใหญ่

     พุทธ ศักราช ๒๓๕๖ พระชนมพรรษา ๒๖ พรรษา ได้รับการสถาปนาขึ้นทรงกรม พระนามพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงไว้วางพระราชหฤทัย โปรดให้กำกับราชการหลายกรม ได้แก่ กรมท่า กรมพระคลังมหาสมบัติ กรมพระตำรวจว่าความฎีกา ซึ่งในสมัยนั้นเป็นราชการที่สำคัญมาก นอกจากนั้นยังโปรดเกล้าฯ ให้รับราชการต่างพระเนตรพระกรรณด้วย พระองค์ทรงรับราชการสนองเบื้องพระยุคลบาท ด้วยความจงรักภักดี มีความรักชาติบ้านเมืองสูง และทรงพระเมตตาต่อไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอย่างยิ่ง ในยามที่แผ่นดินขาดแคลน ทรงนำเงินส่วนพระองค์ที่ได้จากการค้าสำเภากับนานาประเทศขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระบรมชนกนาถเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน เป็นมูลเหตุให้ทรงได้รับการตรัสล้อ เรียกว่า "เจ้าสัว" น้ำพระราชหฤทัยฝักใฝ่การบุญ ทรงตั้งโรงทานเลี้ยงดูเกื้อกูลประชาชนที่ขัดสน บริเวณหน้าวังท่าพระ อันเป็นที่ประทับขณะนั้น

     พุทธศักราช ๒๓๖๗ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตโดยมิได้ตรัสมอบการสืบราช สันตติวงศ์ บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการได้ประชุมปรึกษา และมีสมานฉันท์ให้เชิญพระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ขึ้นครองสิริราชสมบัติ พระนามพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันพุธที่ ๒๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๓๖๗ ตลอดรัชสมัยได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันทรงคุณประโยชน์แก่ชาติอเนกอนันต์ ทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นคงของประเทศ เศรษฐกิจการค้า การต่างประเทศ การพระศาสนา วรรณกรรมและศิลปกรรม สิ่งสำคัญที่แสดงถึงความรักประชาชนคือ โปรดให้ปราบฝิ่นที่มีแพร่หลายในรัชกาลอย่างเด็ดขาด ทรงดำรงสิริราชสมบัติเป็นเวลา ๒๗ ปี เสด็จสวรรคต ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมานองค์ตะวันตก เมื่อวันพุธที่ ๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๙๔ สิริรวมพระชนมพรรษา ๖๓ พรรษา ๒ วัน ทรงมีพระราชโอรสพระราชธิดารวม ๕๑ พระองค์ สายราชตระกูลที่สืบทอดมา ได้แก่ ศิริวงศ์ โกเมน คเนจร งอนรถ ลดาวัลย์ ชุมสาย    ปิยากร อุไรพงศ์ อรรณพ ลำยอง สุบรรณ สิงหรา ชมพูนุท

     ใน เรื่องการพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชศรัทธาเลื่อมใสบริสุทธิ์สูง ยิ่ง ได้สถาปนาวัด บูรณปฏิสังขรณ์วัดที่ชำรุดทรุดโทรม สร้างพระพุทธปฏิมากร ประดิษฐ์วิชาการในพระอาราม สร้างพระคัมภีร์ และที่สำคัญคือ ทำนุบำรุงกุลบุตรให้ช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนา ผู้ที่บรรพชาอุปสมบท ทรงส่งเสริมให้ศึกษาเล่าเรียน มีพระราชดำรัสยกย่องพระภิกษุที่ศึกษาพระปริยัติธรรมในพระพุทธศาสนา สะท้อนน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งมั่นบำรุงให้รุ่งเรืองไว้ในแผ่นดินดังนี้

     “เจ้าประคุณพระราชาคณะทั้งปวง จะไม่ร้อนรนพระทัย แสวงหาพระสงฆ์สามเณรที่รู้พระไตรปิฎกนั้นไม่ชอบ ด้วยพระพุทธศาสนาเป็นแก้วอันหาได้ยากในโลก พระสงฆ์ที่รู้พระไตรปิฎก ก็เป็นแก้วอันหาได้ยากในโลกเหมือนกัน ให้เจ้าประคุณพระราชาคณะทั้งปวงคิดถึงพระพุทธศาสนาให้จงหนัก เป็นพระพุทธศาสนาให้จงมาก”

     พระ ราชดำรัสก่อนเสด็จสวรรคต แม้ปัจจุบันพุทธศักราช ๒๕๔๗ กาลเวลาจะล่วงแล้วถึง ๑๕๓ ปี พระราชดำรัสนั้นทำให้คนไทยซาบซึ้งในคำเตือนที่คงความถูกต้อง ด้วยชาวไทยในยุคปัจจุบันได้รับพิษภัยจากฝรั่ง โดยเฉพาะเป็นยุคเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้ชาวไทยระทมทุกข์จำนวนมากประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งคือ การถูกรุกรานทางวัฒนธรรมที่ทำให้ชาวไทยสูญเสียเอกลักษณ์ของชาติไปหลายประการ ที่ว่า

     "การศึกสงครามข้างญวน ข้างพม่า ก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้เสียทีแก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดไว้ ควรจะเรียนเอาไว้ ก็เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไปทีเดียว”.
 
ข้อมูลจาก http://www.king3.or.th/