จีนนิกาย

คณะสงฆ์จีนนิกาย  สมัยรัชกาลที่ 5 มีภิกษุจีนรูปหนึ่งชื่อสกเห็ง ชาวมณฑลกวางตุ้งเดินทางเข้ามานมัสการ

ปูชนียสถานในประเทศไทย โดยพักอาศัยอยู่ที่ศาลเจ้าร้างกวนอิม ถนนเยาวราช กรุงเทพมหานคร ท่านหลวงจีนรูปนี้เป็นผู้ทรงคุณธรรมทางวิปัสสนา มีชาวจีนเคารพนับถือมาก จึงร่วมกันสร้างวัดขึ้นตรงศาลเจ้าร้างนั้นเอง ตั้งชื่อว่า "วัดย่งฮกยี่" ภายหลังได้รับพระราชทานนามว่า "วัดบำเพ็ญจีนพรต" เป็นวัดจีนแห่งแรกในประเทศไทย

 

         ต่อมาท่านหลวงจีนสกเห็งได้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาส วัดเล่เน่ยยี่หรือวัดมังกรกมลวาส และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่จีนนิกายรูปแรกแห่งประเทศไทยถือได้ว่าคณะสงฆ์จีน นิกายได้รับการยอมรับนับถือจากประชาชนชาวไทยขึ้นไปจนถึงราชสำนักตั้งแต่ ครั้งนั้นมา

 

 

 คณะสงฆ์จีนนิกาย คือ พระสงฆ์นิกายมหายาน ปกครองโดยเจ้าคณะใหญ่ มีวัดในปกครอง ดังนี้

    วัดโพธิ์แมนคุณาราม กรุงเทพฯ

    วัดมังกรกมลาวาส กรุงเทพฯ

    วัดบำเพ็ญจีนพรต กรุงเทพฯ

    วัดโพธิ์เย็น กาญจนบุรี

    วัดฉื่อฉาง สงขลา

    วัดทิพย์วารีวิหาร กรุงเทพฯ

    วัดโพธิทัตตาราม ชลบุรี

    วัดเทพพุทธาราม ชลบุรี

    วัดจีนประชาสโมสร ฉะเชิงเทรา

    วัดมังกรบุปผาราม จันทบุรี

    วัดโพธิ์ทอง นนทบุรี

    สำนักสงฆ์สุธรรม กรุงเทพฯ

    สำนักสงฆ์เล่งจิวเจ็งเสี่ย กรุงเทพฯ

    สำนักสงฆ์กั๊กฮึ้งเนี่ยมฮุกลิ้ม กรุงเทพฯ

    สำนักสงฆ์หมี่ท้อ กรุงเทพฯ

คณะสงฆ์จีนนิกาย

         ตามประวัติศาสตร์ชาวจีนกับชาวไทยมีความสัมพันธ์กันมาช้านาน ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยเรื่อยมา จนสมัยรัตนโกสินทร์ปัจจุบันนี้ ในสมัยสุโขทัย พ่อขุนรามคำแหงเคยเสด็จไปเยือนประเทศจีนและนำช่างจีนมาทำชามสังคโลก ชาวจีนเดินทางมาประเทศไทยทุกสมัยทั้งในรูปแสวงโชค ทำมาหากินจนตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองไทยเลยก็มีในรูปการค้าไปมาก็มี ในสมัยอยุธยาชาวจีนเข้ารับราชการจนเป็นขุนนางผู้ใหญ่ก็มี ในสมัยกรุงธนบุรีชาวจีนมีบทบาทมากขึ้น เข้าเป็นทหารช่วยรบกับพม่าก็มี ในสมัยรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ ๑ ทรงสร้างราชธานีใหม่ที่ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ก็ทรงโปรดให้ชาวจีนซึ่งมีพระยาโชศึกราชเศรษฐีเป็นหัวหน้าอพยพไปตั้งบ้าน เรือนอยู่แห่งใหม่ที่สวนแถวสำเพ็ง มาในสมัยรัชกาลที่ ๓ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับจีนมีมากยิ่งขึ้น จะเห็นได้จากศิลปะจีนมีปรากฏมากตามวัดต่างๆที่สร้างขึ้นในรัชกาลนี้ และทรงพระประสงค์จะส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรมให้แพร่หลายออกไป แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้ชาวจีนที่เข้ามาประเทศไทยช้านานแล้วจะถือศาสนาพุทธฝ่ายมหายานมาก่อนก็ไม่ เคยปรกกฏว่าได้สร้างวัดขึ้นเลย จะมีก็ “ศาลเจ้า” ตามลัทธิแห่งบรรพบุรุษที่เชื่อถือมา ชาวจีนเพิ่งจะมีการสร้างวัดขึ้นเป็นครั้งแรกก็ในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือ “วัดย่งฮภยี” อยู่ที่ถนนเยาวราช สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ และแม้ว่าชาวจีนจะมิได้สร้างวัดขึ้นดังกล่าว แต่เมื่อถึงคราวจะบำเพ็ญกุศลตามจารีตประเพณีของตนก็อาศัยวัดพระสงฆ์ไทยนั่น เอง เพราะถือว่าเป็นพระพุทธศาสนาเหมือนกัน



เหตุที่สร้างวัดและมีพระสงฆ์จีนนิกาย

        เนื่องจากพระภิกษุ “สกเหง” ชาวมณฑลกวางตุ้ง เป็นพระเจริญสมถวิปัสสนา ได้ทราบว่าประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนามีพระมหากษัตริย์อุปถัมภ์ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก ประสงค์จะนมัสการปูชนียสถานและเผยแผ่พระพุทธศาสนาลัทธิมหายานแบบจีนนิกาย จึงเดินทางเข้ามาประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ พระภิกษุสกเหงได้รับความลำบากมากเรื่องที่อยู่อาศัย เนื่องจากไม่มีวัดพระจีนนิกายเลย จึงได้พักอาศัยอยู่ที่ศาลาร้างศาลเจ้ากวนอิม ข้างๆวัดกุศลสมาคร(วัดญวน) พระภิกษุสกเหงเป็นผู้ที่ชาวจีนเคารพนับถือมาก และประสงค์จะให้มีวัดจีนขึ้นในประเทศไทย จึงได้ร่วมมือกันสร้างวัดขึ้น ณ ที่ตั้งศาลเจ้ากวนอิมนั้น ชื่อว่า ”วัดย่งฮภยี่” ดังกล่าว ต่อมารัชกาลที่ ๕ พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดบำเพ็ญจีนพรต” นับว่าพระภิกษุสกเหงเป็นพระนิกายจีนรูปแรกในประเทศไทย จากนั้นจึงได้มีพระสงฆ์จีนนิกายเดินทางเข้ามาอีกหลายรูป เมื่อมีพระสงฆ์จีมากขึ้น ท่านอาจารย์สกเหงเห็นสมควรสร้างวัดเพิ่มขึ้นเพื่อให้เหมาะสมแก่จำนวนพระสงฆ์ ด้วยพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้ที่เคารพนับถือในพระอาจารย์สกเหงในการปฏิบัติวิปัสสนาธุระ จึงได้ร่วมกันสร้างวัดขึ้นอีก ชื่อ “วัดเล่งเน่ยยี่” ที่ถนนเจริญกรุง ต่อมารัชกาลที่ ๕ พระราชทานนามวัดใหม่ ชื่อว่า “วัดมังกรกมลาวาส” และพระองค์ได้ตระหนักในคุณธรรมของพระอาจารย์สกเหง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสมณศักดิ์ให้เป็น “พระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร”


เกี่ยวกับการปกครองและสมณศักดิ์พระสงฆ์จีนนิกาย

        ก็เช่นเดียวกับพระสงฆ์อนัมนิกาย คือได้รับพระบรมราชูปถัมภ์ และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เช่นเดียวกับคณะสงฆ์ไทย โดยเป็นไปตามกฎกระทรวง ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ แต่สมณศักดิ์พระสงฆ์จีนนิกายจะมีได้เฉพาะพระสงฆ์ที่มีหน้าที่ทางบริหารต่อ คณะสงฆ์จีนนิกายเท่านั้น

 

ข้อมูลจากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี http://th.wikipedia.org/