You are here: หน้าแรก >> แนะนำวัดสำคัญ >> วัดราษฎรสงเคราะห์(วัดป่าหนองแซง)

วัดราษฎรสงเคราะห์(วัดป่าหนองแซง)

พิมพ์

วัดราษฎรสงเคราะห์(วัดป่าหนองแซง)  บ้านหนองแซง หมู่ที่ 7 ตำบลหนองบัวบาน อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี 
เส้นทางสู่วัดตามเส้นทางอุดรธานี หนองบัวลำภู ถึงกิโลเมตรที่ 18 เลี้ยวขงาเข้าสู่วัดอีก 1.5 กิโลเมตร

 

 

 

 

พระอาจารย์เสน ปญฺญาธโร เจ้าอาวาส

สามเณรเสน ผู้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงปู่ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ เคยได้รับการปรนนิบัติจากสามเณรน้อยรูปหนึ่งชื่อ สามเณรเสน สามเณรน้อยรูปนี้อยู่กับท่านมานาน แล้วได้จากหายไป จนสึกออกไปมีภรรยาและบุตร แม้เณรจะจากท่านไปเป็นเวลานานท่านก็ยังจำได้เป็นอย่างดี อยู่มาวันหนึ่ง หลวงปู่บัว ได้พูดคุยกับหลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม พระลูกชายของท่านว่า

“เอ...เณรน้อยคนนั้น มันไปไหนหนอ มันเป็นไข้มาลาเรีย...เราพยายามรักษามันจนจะหายแล้วไม่พาหนีจากเราไป ไม่รู้ว่าไปอยู่ไหน”

หลัง จากหลวงปู่ปรารภถึงสามเณรน้อยของท่านได้เพียง ๒ วันเท่านั้น สามเณรของท่านก็กลับมา แต่มาในฐานะพระภิกษุเสน ปญฺญาธโร บวชได้ ๒ พรรษาแล้ว การปรารภของหลวงปู่ในครั้งนั้นเหมือนท่านได้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า

ต่อ มาภายหลัง พระอาจารย์เสน ได้รับมอบภาระให้เป็นเจ้าอาวาส ปกครองวัดป่าบ้านหนองแซง สืบต่อจากหลวงปู่ ได้ทำการพัฒนาวัดจนเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ จนกระทั่งปัจจุบัน

คลิกภาพเพื่อดูไสลด์

 

     

 

 

 

หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ
พระอริยสงฆ์แห่งบ้านหนองแซง อุดรธานี


หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ เป็นบิดาบังเกิดเกล้าของหลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม
หลวงปู่เพ็งเคยบอกว่า ถ้าจะทำหนังสือที่ระลึกในงานศพของท่าน ขอให้นำเรื่องราวของ “หลวงปู่อาตมา” มาเขียนไว้ข้างหน้า พร้อมกับสำทับว่า “อย่าลืมเด้อ” เมื่อหลวงปู่เพ็งจะพูดถึงหลวงปู่บัว ท่านจะแทนด้วยคำว่า “หลวงปู่ของอาตมา” หรือ “หลวงปู่อาตมา” ผู้ที่ไม่คุ้นเคยจึงออกจะสับสนไปบ้าง หลวงปู่ทั้งสององค์นี้ นอกจากมีสายใยเชื่อมโยงทางโลกในฐานะพ่อ-ลูกกันแล้ว ยังมีส่วนอุปถัมภ์ค้ำชูในทางธรรมซึ่งกันและกันเป็นอย่างมาก กล่าวคือ ท่านหลวงปู่บัว ผู้พ่อ ได้ขอให้หลวงปู่เพ็ง ผู้ลูกบวชเป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนาและออกบำเพ็ญเพียรเป็นพระธุดงค์กรรมฐาน

เมื่อหลวงปู่เพ็งออกบวชได้บำเพ็ญภาวนาจนได้สัมผัสความสุขสงบในรสพระธรรมแล้ว ก็ได้พยายามโน้มน้าวใจบิดาของท่านให้ละเลิกจากทางไสยศาสตร์ การเป็นหมอปราบผีสาง มาดำเนินตามรอยบาทพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นทางสุขสงบอย่างแท้จริง นับเป็นความปรารถนาสูงสุดที่หลวงปู่เพ็งต้องการตอบแทนคุณบิดา-มารดาของท่าน

หลวงปู่เพ็ง ได้ใช้ความพยายามอย่างมาก จนบิดาของท่านยอมละวางชีวิตฆราวาส หันมาห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เมื่ออายุเข้าวัย ๕๐ แล้ว และได้ปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังชนิดมอบกายถวายชีวิตจนได้พบคุณธรรมสูงสุดในทางพระพุทธศาสนา เป็นพระอริยสงฆ์อย่างแท้จริง

ประจักษ์พยานในทางวัตถุจะเห็นได้จากอัฐิของหลวงปู่ได้กลายเป็นพระธาตุที่สุกใสงดงาม ไว้ให้สานุศิษย์ได้กราบไหว้บูชา ประดิษฐานอยู่ในเจดีย์ของท่าน ที่วัดราษฎร์สงเคราะห์ (วัดป่าบ้านหนองแซง) อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี ในปัจจุบัน ท่านหลวงปู่บัว ได้ปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต สุดยอดพระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานในยุคปัจจุบัน

ชาติกำเนิด-ชีวิตวัยเยาว์

หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ เป็นชาวจังหวัดร้อยเอ็ดโดยกำเนิด สมัยเป็นฆราวาสท่านชื่อ บัว น้อยก้อม เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ที่บ้านเขืองใหญ่ ตำบลหมูม่น อำเภอธวัชบุรี (โป่งลิง) จังหวัดร้อยเอ็ด ปัจจุบันบ้านเกิดของท่านอยู่ในพื้นที่อำเภอจังหาร ส่วนนามสกุล “น้อยก้อม” เป็นชื่อของคุณปู่กับคุณย่ารวมกัน เป็นการตั้งนามสกุลวิธีหนึ่งของคนสมัยนั้น

บิดาของท่านชื่อ นายลาด และมารดาของท่านชื่อ นางดา น้อยก้อม หลวงปู่มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๙ คน คือ
๑. นายแก้ว ๒. นางหลอม ๓. นายเหลา ๔. หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ๕. นายกลม ๖. นางอ้วน ๗. นางบุญสุข ๘. นางมุก และ ๙. นางแสน

ในสมัยที่หลวงปู่เป็นเด็กยังไม่มีโรงเรียน หลวงปู่จึงไม่รู้หนังสืออ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพในสมัยนั้น และไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ธรรมด้วยการปฏิบัติภาวนา

เมื่อเจริญวัย หลวงปู่ได้ช่วยบิดา-มารดา ทำงานในไร่นาได้แก่การเก็บเกี่ยว ดำ ไถ หว่านข้าว ไปตามประสาของเด็กลูกชาวนาในถิ่นห่างไกลความเจริญทั้งหลาย บุคลิกโดยทั่วไป หลวงปู่บัวเป็นเด็กฉลาด ขยัน และมีความจริงจังมาตั้งแต่เด็ก



อาชีพช่างไม้และหมอผี

ความเฉลียวฉลาดและเอาจริงเอาจังของหลวงปู่บัว เริ่มฉายแววเด่นชัดเมื่อท่านเป็นหนุ่มเริ่มแตกพาน อายุ ๑๕ ปี นอกจากการทำนา ไถนา แล้ว หลวงปู่ยังเป็นช่างปลูกบ้าน เป็นช่างทำตาชั่งและทำเครื่องมือตวงวัดต่างๆ ทั้งๆ ที่หลวงปู่ไม่ได้ร่ำเรียนจากที่ใดมาก่อนเลย ท่านสามารถทำตราชั่งชั่งน้ำหนักเป็นกิโลกรัมเพื่อการซื้อขาย และใช้ในชีวิตประจำวันได้

นอกจากเป็นช่างประจำหมู่บ้านแล้ว หลวงปู่บัว ยังได้เรียนวิชาอาคม และไสยศาสตร์จากผู้รู้ในสมัยนั้น จนมีความเก่งกล้าทางด้านคุณไสย สามารถประกอบอาชีพเป็นหมอผี ปราบผีสางนางไพรได้อีกด้วย ไม่ว่าด้านใด ตำบลใด ในละแวกนั้น ถ้ามีผีสางเข้าสิงสู่ผู้คน ชาวบ้านจะมาเชิญหลวงปู่บัว หรือหมอบัวไปทำพิธีขับไล่ รวมทั้งปัดรังควาญเสนียดจัญไรต่างๆ ชาวบ้านก็จะจ่ายเงินทอง ข้าวของ เป็นค่าคาย (ค่ายกครู) ให้ตามสมควร

เมื่อชาวบ้านมีความทุกข์ร้อนเรื่องต่างๆ จึงมาเชิญให้หมอบัวได้ช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์ร้อนนั้นให้ ซึ่งท่านก็กระตือรือร้นและเต็มใจในการช่วยเหลือ จนกลายเป็นที่พึ่งและเป็นที่เคารพนับถือของประชาชนในละแวกนั้น ด้วยความเอื้ออารีและต้องการช่วยเหลือชาวบ้านนี่เอง หลวงปู่บัวได้ยึดมั่นถือมั่นในวิชาไสยศาสตร์และหมอผีอย่างแนบแน่นฝังใจ



ศีลห้าและรักษาสัจจะ

แม้ว่าหลวงปู่บัว จะเล่าเรียนและยึดถือทางด้านคุณไสยก็ตาม แต่ท่านก็ยึดมั่นในคุณธรรม ๒ ประการ คือ การมีสัจจะ และรักษาศีลห้า อย่างเคร่งครัด
สัจจะ ถือเป็นคุณธรรมอย่างวิเศษ การมีสัจจะประจำใจ จะทำให้เป็นคนน่าเชื่อถือ และ “มีวาจาสิทธิ์” การเรียนมนต์คาถาต่างๆ จะยิ่งเพิ่มความขลัง และไม่เสื่อมคลายจากหายไป
ด้านการรักษาศีล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศีล ๕ จัดเป็นคุณธรรมพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เป็นเครื่องมือยับยั้งการทำชั่วและการก่อเวรต่างๆ ทำให้เป็นคนบริสุทธิ์ มีความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ตามหลักทางพระพุทธศาสนา สัจกิริยาของผู้ที่ตั้งมั่นในการประพฤติอยู่ในขอบข่ายของศีล โดยไม่ละเมิดผิดศีลธรรม ย่อมเป็นผลให้สมาธิเข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว มั่นคง แม้การเรียนทางด้านคุณไสยก็ย่อมมีความขลังด้วย

ท่านหลวงปู่บัว สมัยเป็นฆราวาสหรือหมอบัว ท่านจะไม่กระทำผิดด้านศีลธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดื่มสุรายาเมา ท่านจะงดเว้น ไม่เตะต้องอย่างเด็ดขาด หลวงปู่ท่านทราบดีว่า การดื่มสุราทำให้ขาดสติ ขาดสมาธิที่จะกำกับเวทมนต์ และคาถาอาคมต่างๆ ดังนั้นวิชาไสยศาสตร์ที่ท่านศึกษาจึงมีความเข้มขลังอย่างมาก ด้านศีลห้า ท่านถืออย่างเคร่งครัด ได้แก่

- การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตท่านไม่เอา แม้แต่กุ้งหอยปูปลา ก็ไม่จับไม่ฆ่า
- งดเว้นจากการลักขโมย หยิบฉวย ทรัพย์สินของผู้อื่น แม้แต่จะพูดในเชิงอยากได้ก็ไม่ทำ
- เรื่องกาเมไม่เคยประพฤติ
- ข้อมุสา การกล่าวคำเก็จ เพ้อเจ้อ พูดจาเหลวไหล หลวงปู่ไม่ชอบ
- เรื่องสุราเมรัย แม้จะมีกันดาษดื่นในท้องถิ่นอีสานหาดื่มหากินได้ไม่ยากเลย ท่านก็ไม่ข้องไม่เกี่ยว
หลวงปู่บัวท่านรักษาศีลห้าอย่างเคร่งครัด ท่านมักจะอบรมสั่งสอนลูกหลานอยู่เสมอๆ ว่า

“เรื่องศีลนี่เป็นของสำคัญที่ควรปฏิบัติให้มาก ถ้าแม้ผู้ใดมีศีล รักษาศีลเพียงอย่างเดียวให้มั่นคงแล้วจะศึกษาเล่าเรียน ไม่ว่าวิชาคุณไสย หรือบำเพ็ญภาวนากรรมฐานอันเป็นทางวิมุติแล้ว ต้องมีศีลสัตย์เป็นเบื้องต้น อย่าไปทำลายศีล ถ้าทำลายศีลแล้ว ชีวิตมันจะไม่เป็นเรื่องสักอย่างเดียว”

แม้ท่านหลวงปู่บัวสมัยยังเป็นฆราวาส จะยึดมั่นในสัจจะและถือศีลห้าประจำใจ ไม่ทำบาปน้อยใหญ่ทั้งปวงก็ตาม หลวงปู่ก็ยังถือมั่นทางด้านคุณไสยอยู่ ท่านยังไม่ถือไตรสรณาคมม์ คือถือมั่นในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เช่นเดียวกับพุทธศาสนิกชนที่ดีทั่วไป



หลวงปู่บัววัยหนุ่ม

สมัยยังอยู่เป็นฆราวาส นับตั้งแต่หนุ่มน้อย อายุ ๑๕ ปีเป็นต้นมา หลวงปู่บัว หรือ นายบัว น้อยก้อม ได้สร้างฐานะได้อย่างรวดเร็ว จัดว่าเป็นผู้มีอันจะกินทีเดียว
ทางด้านอาชีพ ท่านเป็นช่างปลูกบ้านเรือน เป็นครูสอนการทำตราชั่งและเครื่องตวงวัดต่างๆ และยังเป็นผู้เรืองวิชาอาคม รับจ้างขับไล่ผี และประกอบพิธีกรรมต่างๆ อีกด้วย
หลวงปู่ท่านมีนามีสวนในเนื้อที่กว้างขวาง ส่วนตัวของท่านก็เป็นที่เคารพนับถือจากชาวบ้านทั่วไป ในฐานะผู้รู้ทางเวทมนตร์ ประกอบกับท่านอยู่ในวัยหนุ่มหน้าตาดีด้วย
คุณดำรงค์ ภู่ระย้า นักเขียนในนิตยสารโลกทิพย์ ได้รับฟังเรื่องราวของหลวงปู่บัว จากคำบอกเล่าของหลวงปู่อ่อนตา จนฺทสโร ลูกพี่ลูกน้องของหลวงปู่ ดังนี้

“ในวัยหนุ่ม ท่านบัวนี่รูปร่างสวยนะ ตัวใหญ่ สูงสง่า เวลาเดินนี่หนักแน่นมั่นคง นัยน์ตาสีน้ำตาล แสดงความเป็นนักต่อสู้ทีเดียวล่ะ ผิวสีดำแดง เสียงมีอำนาจ ก็เพราะอย่างนี้แหละจึงเป็นที่ต้องตาต้องใจสาวๆ หลายคน

ฐานะท่านบัวก็ร่ำรวยคนหนึ่งล่ะ อาคมท่านบัวดีแต่ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อนนะ นอกจากช่วยคนอื่น สนุกสนานไปกับเพื่อนๆ บ้างเป็นบางเวลา เสียอย่างเดียวที่ท่านยิ้มยากหน่อยอยู่จะพูดจะคุยอะไรดูเป็นหลักเป็นเกณฑ์ไปหมดละ”



ไม่ยอมละเมิดศีลห้าเด็ดขาด

“สมัยนั้น การทำมาหากินของชาวบ้านปาฝา และชาวนาในภาคอีสานลำบากมากนะ แต่ที่อยู่กันได้ ท่านบัวก็ทำมาหากินไปตามฐานะไม่เดือดร้อนอะไร”
หลวงปู่อ่อนตา เล่าต่อไปว่า “แต่ถ้าเป็นคนในเมืองเขาทนอย่างนี้ไม่ได้แน่ ไม่ว่าหน้าร้อน เราก็ต้องทนแดดกันกลางทุ่งนา วันทั้งวันเลย พอหน้าฝน พวกชาวไร่ชาวนานี่ก็ต้องทนเปียกทนแห้งอยู่อย่างนั้นแหละ มันหนีไม่ได้นี่นะ พอถึงหน้าหนาว ตื่นแต่เช้ามืดก็ต้องไปแล้ว ออกหากิน คนสมัยนั้น เวลาหนาวก็หนาวจริงๆ มันมีแต่ป่ามีแต่ต้นไม้ ไม่โล่งเตียนเหมือนเดี๋ยวนี้ หน้าหนาวนี่ ตั้งแต่เช้า กว่าจะได้รับไอแดดก็เป็นเวลาเที่ยง จึงค่อยได้รับความอบอุ่นกับเขาบ้าง พอบ่ายสามโมงก็เอาอีกหนาวอีกแล้ว อะไรๆ ก็ไม่โหดร้ายเหมือนเมื่อคราวอีสานแล้งติดต่อกัน ๗ ปี ท่านบัวนี่ก็เป็นคนเก่งทีเดียว ไม่รู้ว่าท่านเอาอะไรให้ลูกๆ ท่านกิน มันไม่มีอะไรกินจริงๆ นะ ท่านบัวเองก็รักษาศีล การที่จะฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนี่ไม่มีแน่ ท่านไม่ยอมทำทั้งนั้นเรื่องบาปกรรมนี่

การที่จะทำให้ท่านบัวไปช้อนกุ้ง ตกปลา เหมือนชาวบ้านทั่วไปนั้น อย่าหวังเลย ท่านรักษาศีลห้าได้จริงๆ นะ กำลังใจท่านดี สติท่านนี่เป็นเยี่ยมเลย ตั้งแต่สมัยฆราวาสนะที่เล่านี่
ต่อมาลูกๆ ของท่านบัวออกเรือนไปกัน ท่านก็แบ่งที่ทางให้ไปทำมาหากิน ส่วนตัวท่านก็ยังไม่ปล่อยวางเรื่องไสยศาสตร์ หนังสือนี่ท่านบัวไม่ได้สักตัวเดียว แต่ท่านมีปัญญาสามารถประกอบกิจดารงานได้ ทั้งๆ ที่ไม่รู้หนังสือนั่นแหละ พอถึงคราวไปรำนางปลา นางกระด้ง ซึ่งเป็นประเพณีของทางอีสานในสมัยนั้น ท่านบัวเป็นอันว่าเอาด้วยละเรื่องนี้ ไปกันเป็นหมู่ๆ นะ แต่เรื่องผิดศีลท่านบัวไม่เอาด้วย”


๑๓
ถวายตัวกับหลวงปู่อ่อน

“ท่านบัวไม่ลังเลเลยนะ ใจเด็ดเดี่ยวมาก ท่านตอบตกลงทันที”

หลวงปู่อ่อนตา เล่าต่อไปว่า “ตอนที่ท่านบัวตอบตกลงว่าจะบวชตามคำขอนี้ ท่านมีอายุได้ ๕๐ ปีแล้วนะ เป็นปี พ.ศ. ๒๔๗๙

เมื่อตกลงกันแล้ว ท่านเพ็งก็นำตัวไปฝากฝังกับหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ”

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เป็นพระอริยสงฆ์แห่งสำนักวัดป่านิโครธาราม อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดหนองบัวลำภู ท่านเคยเป็นเณรติดตามหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ต่อมาหลวงปู่ดูลย์ ได้นำสามเณรอ่อนไปฝากให้ปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต เรื่องราวของหลวงปู่อ่อนน่าศึกษาติดตามเป็นอย่างยิ่ง ท่านเป็นศิษย์อาวุโสของหลวงปู่มั่น ท่านปฏิบัติจนสำเร็จหลุดพ้นไปแล้ว พระธาตุของท่านเก็บให้ประชาชนได้สักการบูชาในเจดีย์ของท่านที่วัดป่านิโครธาราม ใกล้ๆ กับวัดถ้ำกลองเพลของหลวงปู่ขาว อนาลโย และวัดราษฎร์สงเคราะห์ (วัดป่าบ้านหนองแซง) ของหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ

หลวงปู่อ่อน รับตัวหลวงปู่บัว (นายบัว น้อยก้อม) ไว้แล้วก็บอกกับพระอาจารย์เพ็งว่า ไม่ต้องเป็นห่วงนะ อาตมาจะบวชผ้าขาวให้ และจะอบรมธรรมให้เอง

ต่อจากนั้น หลวงปู่อ่อน ก็ได้พา ตาผ้าขาวบัว น้อยก้อม ออกเดินทางไปยังจังหวัดนครราชสีมา พักที่วัดสะแกราช อำเภอปักธงชัยไปอยู่ฝึกขานนาคอยู่กับหลวงปู่อ่อน เนื่องจากตาผ้าขาวบัวไม่ได้หนังสือ (อ่านเขียนไม่ได้) จึงใช้เวลาฝึกขานนาคอยู่ถึง ๓ ปี

ในช่วง ๓ ปีนั้น ตาผ้าขาวบัวได้ติดตามหลวงปู่อ่อนไปหลายแห่งมีโอกาสพบและฟังธรรมจากครูบาอาจารย์หลายองค์ ได้รับข้ออรรถข้อธรรม จากท่านเหล่านี้มากทีเดียว

พระอาจารย์ฝายกรรมฐานที่หลวงปู่บัว ได้ฟังธรรมในช่วงนั้นมี พระอาจารย์สุวรรณ สุจิณฺโณ, หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม, หลวงปู่ขาว อนาลโย, หลวงปู่จันทร์ เขมปตฺโต, หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร, หลวงปู่คำดี ปภาโส, หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน และครูบาอาจารย์องค์อื่นๆ อีกหลายองค์

หลวงปู่บัว ใช้ชีวิตผ้าขาวเยี่ยงกับพระธุดงค์ ท่านติดตามหลวงปู่อ่อนไปธุดงค์ตามป่าตามเขา ผจญกับสัตว์ป่า และอันตรายต่างๆ อย่างเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว จากการฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้นอย่างนี้แหละทำให้การปฏิบัติภาวนาของท่านหลังจากบวชเป็นพระแล้ว มีความก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว


๑๔
บวชเป็นพระภิกษุ

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ เมื่อก่อนนั้นท่านเป็นคนแข็งแรง “รูปร่างของท่านนี่สง่า กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ เลย รูปร่างสมส่วนที่สุดละ ท่านมีความองอาจหาญกล้าดีจริงๆ”

ต่อมาภายหลังที่พวกเราเห็นรูปถ่ายของหลวงปู่อ่อนว่าท่านนั่งหรือยืนหลังค่อมๆ เพราะท่านอาพาธ และหมอได้ตัดลำไส้ท่านออกบางส่วน ความสง่าผ่าเผยของท่านจึงดูเปลี่ยนไป

หลวงปู่อ่อนตา พูดถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “โลกเรานี้มันเป็นอนิจจังนะ มันจะเป็นอะไรไม่บอกล่วงหน้าหรอก เพราะทุกอย่างเป็นอนัตตา คือเราไม่สามารถบังคับบัญชาให้เป็นไปตามที่เราต้องการได้จะเกิดมันก็ไม่บอก จะอยู่ก็ไม่บอก จะไปตายจากมันก็ไม่บอกทั้งนั้นนอกจาก สนฺทิฏฺฐิโก จึงจะรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องมีใครบอก

พวกเราจงภูมิใจใน พุท-โธ ของเรา ในโลกนี้ไม่มีใครเก่งเกินพุทโธของเราหรอก พุทโธเป็นเลิศในโลกเน้อ”

หลวงปู่อ่อนได้ทดสอบจิตใจหลวงปู่บัวอยู่ถึง ๓ ปี ท่านเห็นสมควรบวชได้แล้ว จึงมีจดหมายถึงท่านเพ็ง ถามว่า “โยมผ้าขาวนี่จะเอาอย่างไร จะให้อาตมาบวชให้หรือท่านเพ็งจะบวชเอง

ท่านเพ็งก็ตอบไปว่า จะขอบวชเองครับ พระคุณเจ้า ท่านเพ็งก็ได้ไปซื้อผ้ามาตัดจีวรต่างๆ เป็นไตรชุดเลย ผ้าแต่ก่อนโน้นราคาถูกนะ ไม้หนึ่งราคา ๑๖ บาทเท่านั้น ท่านเพ็งใช้เวลา ๓ วัน ๓ คืน จึงเสร็จเป็นผ้าจีวร

หลวงปู่อ่อนได้ส่งท่านบัวมาบ้านที่ร้อยเอ็ดเลย เพื่อมาบวชพระ”

หลวงปู่อ่อนตา เล่าถึงความรู้สึกของหลวงปู่บัว เมื่อก่อนบวชว่า

“ท่านเล่าว่า ทีแรกไปมองเห็นที่ทำมาหาทินแถวปักธงชัยดี ทำเรือกสวนได้ดี คิดจะพาครอบครัวมาอยู่ แต่มานึกว่า ตัวเราเองได้หยุดมานานแล้ว ยังจะคิดทำไร่ทำนาอยู่อีกหรือ ท่านคิดทบทวนดู แล้วตัดขาดตั้งแต่บัดนั้นเลยนะ ไม่คิดเอาอะไรทั้งนั้น นอกจากบวชอย่างเดียว

พอทุกอย่างจัดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ท่านเพ็งพระลูกชาย ก็ได้นำบิดา คือท่านบัว ไปบวชที่วัดบึงพระลานชัยในตัวเมืองร้อยเอ็ด ทำพิธีอุปสมบทเวลา ๑๕.๑๘ น. มีคณะสงฆ์ ๑๑ รูป เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ อายุท่านได้ ๕๓ ปี พอดี

โดยมี ท่านพระครูคุณสารพินิจ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ปลัดแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอุปัชฌาย์ได้ให้ชื่อว่า พระภิกษุบัว สิริปุณฺโณ

หลังจากพิธีบวชแล้ว ท่านบัว ได้มาจำพรรษาอยู่กับท่านเพ็ง ที่วัดป่าศรีไพรวัน จังหวัดร้อยเอ็ด ตอนนั้นท่านเพ็ง พุทฺธธมฺโม เป็นเจ้าอาวาสวัดนี้อยู่นะ”


๑๕
ปฏิบัติจริงจังและรู้ได้เร็ว

หลวงปู่อ่อนตาได้เล่าถึงการบวชของหลวงปู่บัว ต่อไปว่า

“ต่อจากนั้น ท่านบัวได้เอาจริงกับการปฏิบัติ ไม่ว่า ยืน เดิน นั่ง นอน สติของท่านดีมาก เพราะได้ฝึกมาแล้วตอนสมัยเป็นฆราวาส

ท่านบัวนี่ อาตมาพิจารณาดูแล้ว ในเรื่องการปฏิบัติ ท่านไปได้เร็วมาก คิดดูซิ ท่านมาบวชเมื่อตอนแก่นะ พาคนแก่ๆ อย่างนี้มาบวชแล้วได้สมาธิเร็วๆ คงมีไม่กี่องค์หรอก

ท่านบัวรักษาศีล ๕ ศีล ๘ มาก่อน ท่านบัว กำหนดสติอย่างชำนาญมาก่อน พอท่านบวชแล้วเอาจริงเอาจังก็เลยเป็นของไม่ยากสำหรับท่าน”

หลวงปู่บัว ท่านจึงเป็นพุทธสาวกประเภท สุขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา คือ ปฏิบัติได้โดยไม่ลำบากและรู้ได้รวดเร็ว

สำหรับพุทธสาวกประเภทอื่นๆ ได้แก่

- ทุกฺขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ประเภทที่ปฏิบัติลำบากและก็รู้ได้ช้า

- ทุกฺขาปฏิปทา ขิปฺปาภิญฺญา ประเภทที่ปฏิบัติลำบาก แต่รู้ได้เร็ว

- สุขาปฏิปทา ทนฺธาภิญฺญา ประเภทที่ปฏิบัติสบายและก็รู้ได้ช้า


๑๖
พิจารณาเวทนาใต้ต้นลำดวน

ภายหลังที่หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ มาจำพรรษาที่วัดป่าศรีไพรวันแล้ว ในกลางพรรษาแรกนั้นเองท่านก็ได้ธรรมเกิดขึ้นในจิตใจ

ในตอนนั้น หลวงปู่บัว ท่านมีอาการเจ็บในรูหูมาก หลวงปู่เพ็ง พระลูกชายได้ออกไปซื้อหายากินและยาหยอดหูมาถวาย พอหลวงปู่บัวท่านรับยาแล้วก็ถือไปนั่งสมาธิใต้ต้นลำดวนในบริเวณวัด นั่งต่อสู้กับทุกขเวทนาที่กำลังเผชิญในขณะนั้น ท่านยกเอาความเจ็บปวดเป็นกรรมฐาน ท่านนั่งสมาธิอยู่ ณ ที่นั้นติดต่อกัน ๓ วัน ๓ คืน

หลวงปู่ต่อสู้กับความเจ็บปวดจนชนะมันได้ ความเจ็บปวดหายไปโดยไม่ได้ใช้ยากินยาหยอดหูเลยแม้สักนิดเดียว

เรื่องที่ว่า หลวงปู่บัวท่านใช้อุบายในการกำหนดอย่างไรนั้นมาเปิดเผยขึ้นเมื่อหลวงปู่บัว เข้าไปกราบหลวงปู่มั่นในครั้งแรก เพื่อถวายตัวเป็นศิษย์

ครั้งนั้นหลวงปู่มั่นท่านยังไม่เคยรู้จักหลวงปู่บัวมาก่อน เมื่อเจอหน้าครั้งแรก หลวงปู่มั่น ท่านทักถามว่า

“ตอนที่ท่านบัวนั่งอยู่ใต้ต้นลำดวนอยู่ ๓ วัน ๓ คืนนั้น ท่านทำอย่างไร...”

หลวงปู่บัว กราบเรียนว่า

“กระผมเจริญพระกรรมฐาน กำหนดดูปฏิสนธิตั้งแต่เริ่มแรก พิจารณาการเกิดของเราเลย คือตั้งแต่เข้าไปอยู่ในครรภ์มารดา ต่อเนื่องมาจนปัจจุบันครับ ท่านอาจารย์”

และทราบจากการบอกเล่าในครั้งนั้นว่าหลวงปู่บัว ได้พิจารณาปฏิจจสมุปปบาท จนมองเห็นอย่างรู้แจ้งแทงตลอด เป็นที่น่าอัศจรรย์มากที่หลวงปู่ไม่รู้หนังสือ แต่สามารถพิจารณาธรรมได้อย่างเข้าใจชัดเจน ท่านบอกว่ามันเป็นเหตุปัจจัยต่อเนื่องกันไปเป็นวัฏวน เหมือนกับมดไต่ขอบกระด้ง ถ้าไม่ใช้ปัญญาตัดจะไม่สามารถออกจากวัฏสงสารนี้ได้..นับเป็นที่น่าอัศจรรย์จริงๆ


๑๗
ไปภาวนากับพระอาจารย์คูณที่มหาสารคาม

เมื่อออกพรรษาในปีนั้นแล้ว หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ได้ออกเดินทางจากวัดป่าศรีไพรวัน จังหวัดร้อยเอ็ด ไปยังจังหวัดมหาสารคาม ได้ถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อปฏิบัติพระกรรมฐานกับพระอาจารย์คูณ ที่วัดพูลศรีสารคาม อำเภอเมือง มหาสารคาม (ไม่ทราบว่าวัดนี้ยังคงชื่อเดิมหรือเปลี่ยนชื่อไปเป็นอย่างอื่น)

สำหรับท่านพระอาจารย์คูณองค์นี้ ท่านมีชื่อเสียงในด้านการปฏิบัติภาวนา ท่านมักชอบออกเที่ยวธุดงค์อยู่ป่ามากกว่าอยู่ประจำที่ สถานที่ที่พระอาจารย์คูณท่องเที่ยวธุดงค์ส่วนใหญ่เป็นป่าแถวจังหวัดมหาสารคาม ยโสธร สุรินทร์ และปราจีนบุรี ส่วนภาคอื่นท่านก็ไปบ้างบางโอกาส

หลวงปู่บัว ท่านเคยเล่าปฏิปทาข้อวัตรต่างๆ ของพระอาจารย์คูณ ให้ลูกศิษย์ฟังว่า งดงามยิ่งนัก หลักธรรมของท่านโน้มไปสู่การรู้ข้างในตน สำหรับการปฏิบัติตามพระธรรมวินัยไม่เคยมีอะไรให้เห็นเป็นข้อบกพร่อง ท่านเป็นพระฝ่ายกรรมฐานที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจริงๆ

เวลาที่พระอาจารย์คูณอยู่กลางป่ากลางไพร พอถึงเวลาปักกลดตอนเย็นหน่อยเดียวป่าสมัยนั้นก็มืดสนิท แล้วท่านนั่งภาวนาชั่วครูแล้วก็เริ่มแสดงธรรม พูดเสียงดังๆ ออกมาเหมือนกับว่าในป่าดงยามค่ำคืนนั้นมีคนฟังเทศน์ท่านอยู่เป็นร้อยๆ คนพอเทศนาจบ ท่านดับเทียนทำภาวนาและเดินจงกรม

หลวงปู่บัว มีโอกาสได้ฟังเทศน์และจดจำเนื้อหาธรรมของพระอาจารย์คูณได้เป็นอันมาก และได้นำธรรมะนั้นไปเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติของท่านได้เป็นอย่างดี

เมื่อใกล้จะสว่าง พระอาจารย์คูณก็เทศนาอีกครั้ง ท่านพูดดังๆ อยู่องค์เดียว ไม่สนใจว่าจะมีใครฟังหรือไม่ หลังจากนั้นท่านก็เจริญภาวนาและออกเดินจงกรม เมื่อได้เวลารุ่งอรุณ ท่านก็หยิบบาตรเดินเข้าโปรดญาติโยมชาวบ้านป่าเป็นกิจวัตรของท่าน

หลวงปู่บัว ได้เรียนรู้ธรรมและการปฏิบัติภาวนาจากพระอาจารย์คูณเป็นอันมาก

ปกติพระอาจารย์คูณเป็นพระพูดน้อย พอท่านได้ลูกศิษย์ที่ถูกใจคือหลวงปู่บัว ซึ่งพูดน้อยเหมือนกัน เลยอยู่ด้วยกันได้อย่างสบาย รู้ใจกันทั้งสองฝ่าย

 
๒๕
ถวายตัวเป็นศิษย์หลวงปู่มั่น

ต่อเมื่อพระอาจารย์คูณได้ล้มป่วยและมรณภาพลง หลวงปู่บัวได้ช่วยกิจการงานศพของพระอาจารย์ แล้วท่านได้พบกับพระอาจารย์ส่วน ได้แนะนำและชักชวนหลวงปู่ให้ไปถวายตัวเป็นศิษย์ศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ใหญ่ทางวิปัสสนากรรมฐาน

หลวงปู่บัว แสนจะปีติยินดี คิดว่าเป็นวาสนาบารมีของตนที่จะมีโอกาสได้พบหลวงปู่มั่น เพราะเคยได้ยินชื่อเสียงของท่านมานาน บัดนี้บุญกุศีลเกื้อกูลเราแล้ว

จากนั้นหลวงปู่บัวได้เดินทางติดตามพระอาจารย์ส่วนไปยังจังหวัดสกลนคร ถิ่นที่พำนักของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต

หลวงปู่บัว ได้เข้านมัสการถวายตัวเป็นศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ณ วัดป่าบ้านหนองผือ ตำบลนาใน อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร และอยู่ปฏิบัติธรรมใกล้ชิดหลวงปู่มั่น จนถึงวาระสุดท้ายของหลวงปู่มั่นในปี พ.ศ. ๒๔๙๒

เมื่อไปถึงในตอนแรก หลวงปู่มั่นได้มอบธรรมเข้าสู่จิตใจหลวงปู่บัวทันทีในการพบหน้าเป็นครั้งแรก

หลวงปู่มั่นได้อธิบายขยายธรรมะที่หลวงปู่บัว พิจารณาเมื่อครั้งมีอาการเจ็บหู และพิจารณาดูปฏิสนธิ ขณะนั่ง ๓ วัน ๓ คืน ใต้ต้นลำดวน ภายในวัดป่าศรีไพรวัน จังหวัดร้อยเอ็ด

หลวงปู่มั่น ได้อธิบายปฏิจฺจสมุปฺปบาท ให้ฟังและรับรองว่าหลวงปู่บัว ได้พิจารณาและเข้าใจอย่างถูกต้องแล้ว รวมทั้งยกย่องชมเชยหลวงปู่บัวให้ปรากฏแก่หมู่คณะในขณะนั้น นับเป็นที่น่าอัศจรรย์เป็นอย่างมาก

ทำไมจะไม่อัศจรรย์ ก็ตอนที่หลวงปู่บัว นั่งภาวนาเมื่อครั้งที่ท่านเจ็บหูนั้น หลวงปู่บัว ยังไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของหลวงปู่มั่นด้วยซ้ำไป แล้วจู่ๆ เพียงเข้ากราบและพบหน้ากันเป็นครั้งแรก หลวงปู่มั่นได้ทักทายและกล่าวถึงการภาวนาของหลวงปู่บัวในครั้งนั้นได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน รวมทั้งอธิบายข้อธรรมที่ละเอียดชัดเจนให้ด้วย ยิ่งทำให้หลวงปู่เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในองค์หลวงปู่มั่นอย่างหมดหัวใจ


๒๖
กิจวัตรประจำวัน

ลูกศิษย์สายหลวงปู่มั่นทุกองค์ มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก อีกทั้งกิจวัตรประจำวันที่หลวงปู่มั่นได้วางแนวการปฏิบัติลูกศิษย์ทุกองค์ก็ยึดถือปฏิบัติเป็นอาจิณวัตร คือปฏิบัติเป็นแบบแผนเป็นประจำ อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

กิจวัตรของพระสงฆ์สายหลวงปู่มั่น จะเริ่มต้นตั้งแต่เวลา ๐๓.๐๐ น. ตื่นนอน ออกจากกุฏิทำสรีรกิจ ล้างหน้าบ้วนปาก ปฏิบัติสมาธิภาวนาพอสมควร แล้วนำบริขารลงสู่โรงฉัน ปัดกวาดลานวัดออกเดินจงกรม

พอได้เวลาออกบิณฑบาตภิกขาจารก็ขึ้นสู่โรงฉัน นุ่งห่มเป็นปริมณฑล สะพายบาตรเข้าสู่หมู่บ้านเพื่อบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตแล้ว จัดแจงบาตร จีวร จัดอาหารใส่บาตร นั่งพิจารณาอาหารปัจเวกขณ์ ทำภัตตานุโมทนายถาสัพพี แล้วฉันอาหารภายในบาตรอย่างสำรวม

หลังจากเสร็จกิจการฉันภัตตาหารแล้ว ต่างองค์ต่างเช็ดล้างบาตร ทำความสะอาดเสนาสนะ ต่างองค์ต่างแยกย้ายกลับกุฏิ พักผ่อนเล็กน้อย สวดมนต์ไหว้พระ พิจารณาธาตุอาหาร ชำระจิตจากนิวรณ์ นั่งสมาธิภาวนา หรือเดินจงกรมพอสมควร

เวลาบ่าย แต่ละองค์จะลงกวาดลานวัด ตักน้ำใช้น้ำฉันมาไว้อาบน้ำชำระกาย แล้วเดินจงกรมชำระจิตใจขัดเกลากิเลส ตัณหา อุปาทานออกจากจิตใจ จนถึงเวลาพลบค่ำจึงขึ้นกุฏิ

วาจาหรือความนึกคิดอันใดไม่มีความจำเป็นต้องพูด ให้พิจารณากำหนดลงที่จิต กำหนดสติ ตักตวงธรรมทำกำไรไว้ให้แก่ตนเองในแต่ละวัน แต่ละชั่วขณะจิต

ถ้ามีข้อสงสัยติดขัดในข้ออรรถข้อธรรม ก็ค่อยไปสอบถามพระอาจารย์ในเวลาค่ำคืน หลวงปู่มั่นจะเปิดโอกาสให้ศิษย์แต่ละคนได้สอบถาม ข้อคำถามและการอธิบายคำตอบนั้น ลูกศิษย์ทั้งปวงจะมีส่วนรู้เห็น และทำความเข้าใจอย่างพร้อมหน้ากัน

เวลากลางคืน สานุศิษย์จะทยอยกันขึ้นไปปรนนิบัติครูบาอาจารย์ เวลานี้แหละลูกศิษย์ทุกองค์จะได้ฟังธรรมวิเศษจากท่าน ซึ่งมีคุณค่าต่อการปฏิบัติธรรมอย่างมหาศาล ไม่สามารถศึกษาค้นคว้าจากตำหรับตำราได้ หลวงปู่มั่นจะสอนอบรมสติปัญญาแก่ลูกศิษย์พอสมควรแล้วต่างองค์ต่างแยกย้ายไปบำเพ็ญภาวนาในสถานที่ของตน

ส่วนพระเณรที่รับหน้าที่นวดเฟ้นถวายพอสมควรแล้วก็กราบลากลับกุฏิ หลวงปู่มั่นก็เข้าห้องพัก ไหว้พระสวดมนต์ นั่งสมาธิของท่านต่อไป

บรรดาลูกศิษย์เมื่อแยกย้ายกันกลับกุฏิแล้ว บางองค์ก็นั่งภาวนา บางองค์ก็เดินจงกรม กำหนดจิตใจพิจารณาธรรมที่ตนได้รับมาเป็นเวลาอันสมควรแล้วเข้าพักผ่อน ถึงเวลา ๐๓.๐๐ น. ก็ตื่นขึ้นมาทำกิจประจำวันต่อไป


๒๘
ปฏิบัติธรรมจนรู้จริง

หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ได้รับอุบายธรรมในการปฏิบัติภาวนาจากหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ที่มีคุณค่าอย่างมากมายมหาศาล หลวงปู่มั่นได้เล่าถึงการเดินธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ เช่นในท้องที่จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี บ้านดงน้อยสามผง จังหวัดนครพนม และได้ไปพำนักจำพรรษาอยู่ที่ภาคเหนือเป็นเวลาถึง ๑๒ ปี

หลวงปู่บัว ยังมีโอกาสศึกษาอุบายธรรมจากพระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐานหลายองค์ หลวงปู่ได้จดจำปฏิปทาของพระเดชพระคุณเจ้าเหล่านั้นมาประพฤติปฏิบัติตาม

หลวงปู่บัวเคยเล่าให้ลูกหลานฟังว่า ธรรมที่เกิดจากจิตใจในครั้งนั้น ช่างแนบแน่นยกระดับจิตใจได้รวดเร็วทีเดียว

ภายหลังจากหลวงปู่มั่น เดินทางจากภาคเหนือมายังภาคอิสาน คือ จังหวัดอุดรธานี แล้วเดินทางไปอบรมสั่งสอนศิษย์ ในจังหวัดต่างๆ ในภาคอิสานตอนบนแถบจังหวัดขอนแก่น สกลนคร นครพนม เป็นต้น หลวงปู่มั่นได้อบรมสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาอย่างเต็มที่ ท่านเร่งเร้าให้ศิษย์ได้เอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติภาวนาให้ยิ่งขึ้นไป ท่านเข้มงวดกวดขันกับลูกศิษย์ชนิดแทบหาเวลาพักผ่อนส่วนตัวได้ยาก

ผู้ใดมีความสงสัยอะไร ก็ให้ปรึกษาสอบถามได้อย่างไม่ต้องรอช้า เมื่อได้รับอุบายไปแล้วให้ปฏิบัติภาวนากันเลยทีเดียว พิจารณาจนรู้ประจักษ์แจ้งในธรรมนั้นๆ ด้วยตนเองไป


๒๙
ให้ระวังปัจจัยเครื่องต่อ

ในระหว่างพำนักปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ถ้าลูกศิษย์องค์ใดมีความประสงค์ออกวิเวกตามลำพังและได้เข้าไปกราบอำลา หลวงปู่มั่น ท่านจะเมตตาให้คำแนะนำและตักเตือนทุกรูปไปโดย “ให้ยึดเอาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นแบบอย่าง และเป็นแนวทางดำเนินเสมอ”

เมื่อหลวงปู่บัว เข้ากราบลาเพื่อออกธุดงค์ตามลำพัง หลวงปู่มั่นได้เมตตาเตือนสติ ให้ระวังโลกธรรมมากระทบกระทั่ง เพราะโลกธรรมทั้งหลายมีอยู่ดาดดื่นนานารูปแบบ

หลวงปู่มั่นได้แนะนำให้ยึดเอาคุณพระรัตนตรัยเป็นทางดำเนิน ให้รักษาแนวทางนี้ไว้เท่าชีวิต

เกี่ยวกับเรื่องโลกธรรมนั้น แม้แต่พระพุทธองค์ก็ยังถูกโลกธรรมเป็นมารมากระทบเลย พระพุทธองค์ทรงสอนสาวกให้มีสติพิจารณาโดยตลอด

หลวงปู่บัว ได้นำคำสอนและอุบายธรรมที่ได้รับจากหลวงปู่มั่นมาแนะนำถ่ายทอดให้ลูกศิษย์อีกทอดหนึ่ง ท่านสอนให้ระวังยิ่งในเรื่องปัจจัย หรือลาภสักการะต่างๆ เพราะปัจจัยหรือผลประโยชน์เหล่านั้นมันเป็นอุปสรรคขัดขวางการปฏิบัติธรรม ถ้าไปหลงยึดถือมัน

ปัจจัย แปลว่า เครื่องต่อ มันสามารถต่อได้สารพัดอย่าง มันสามารถต่อภพต่อชาติ ต่อลูกต่อเมีย ต่อบ้านต่อเรือนต่อไป จนกระทั่งต่อทรัพย์สมบัติ วงศ์ตระกูล ถ้าขาดสติพลั้งเผลอละเมอตาม บางทีมันต่อทางเดินลงนรกไปเสียเลยก็มี

หลวงปู่บัว ท่านมักสอนลูกศิษย์ลูกหา ไม่ว่าพระสงฆ์ในวัด รวมทั้งบรรดาญาติโยม วัดป่าบ้านหนองแซง อยู่เสมอๆ ตามที่ได้รับการอบรมพร่ำสอนครั้งอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่มั่น พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายพระกรรมฐาน


๓๓
พระอาจารย์หลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด

ในช่วงพรรษาแต่ละปี หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ มักจะเดินทางไปนมัสการฟังธรรมจากครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ฝ่ายกรรมฐานที่ท่านเคารพนับถือ ได้แก่ หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดหนองบัวลำภู (แต่เดิมอยู่ในจังหวัดอุดรธานี) หลวงปู่ฝั้น อาจาโร วัดป่าอุดมสมพร อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี และหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ วัดป่านิโครธาราม อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี

พระเถระที่กล่าวนามมานี้ หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ มีความเคารพในคุณธรรมของแต่ละองค์อย่างมาก เพราะได้ประจักษ์ในข้อวัตรปฏิบัติของท่านมาแล้วเป็นอย่างดี

สำหรับท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน นั้น หลวงปู่บัวได้ติดตามไปอยู่ถ้ำและที่บ้านห้วยทรายอยู่ระยะหนึ่ง ท่านหลวงตาพระมหาบัว ได้อบรมธรรมแก่หลวงปู่บัวอย่างถึงแก่นถึงโคนทีเดียว ธรรมะของหลวงตาฯ ได้ “เข้าจิตใจอย่างกับสายน้ำทีเดียว” หลวงปู่บัวท่านว่าอย่างนั้น

การเทศนาแต่ละครั้ง ท่านหลวงตาฯ ได้ยกเหตุผลด้วยปัจจุบันธรรม การเทศนาของท่านเป็นไปในรูปแบบขุดล้างกิเลสมารถึงบึ้งจิตใจ มีความอาจหาญไม่อ้อมค้อม ท่านหลวงปู่บัวชอบใจเป็นนักหนา

ตอนที่หลวงปู่บัว มาพำนักประจำที่วัดป่าบ้านหนองแซง ท่านจะพาพระลูกวัดและญาติโยมไปฟังธรรมกับท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน เป็นประจำทุกวันพระเลยทีเดียว


๓๔
อธิษฐานจิตภาวนาแบบสละชีวิต

หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ได้ออกธุดงค์เพียงลำพังอยู่บ่อยๆ โคจรไปในถิ่นต่างๆ ในภาคอิสาน การเดินธุดงค์ของท่านปฏิบัติตามที่หลวงปู่มั่น และครูบาอาจารย์ฝ่ายกรรมฐานได้เคยอบรมมาทุกประการ ผ่านป่าเขาลำเนาไพร เมื่อพบสถานที่อันเป็นสัปปายะ หลวงปู่จะพักและปฏิบัติภาวนาอยู่หลายวัน เมื่อเริ่มคุ้นเคยและเริ่มจะติดสถานที่ ท่านก็จะออกเดินทางต่อไป เพื่อไม่ให้ติดสุขในที่นั้นๆ

หลวงปู่บัว เดินธุดงค์ไปพบสถานที่ชื่อว่า ถ้ำจันทร์ อยู่ในเขตอำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย หลวงปู่ได้เข้าไปพำนักภาวนาที่ถ้ำแห่งนั้น ท่านได้อธิษฐานจิตพิจารณาตัดกิเลสอาสวะขั้นอุกฤษฏ์ให้ได้ในครั้งนั้น

ท่านได้ตั้งสัจจะอธิษฐาน ทำใจให้แน่วแน่ลงไปโดยอ้างการกระทำดีทั้งปวงมาเป็นสักขีพยาน เอาศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเครื่องรองรับจิตใจ ตั้งสัจจะอธิษฐานว่า“ถ้าแม้ข้าพเจ้าไม่ได้ธรรมะ อันเป็นสิ่งเดียว ที่สามารถจะพาจิตใจพ้นไปเสียจากกิเลส ตัณหา อุปาทานได้แล้ว ข้าพเจ้าจะไม่ลุกจากที่แม้ชีวิตจะดับสลายไป”

แล้วท่านก็ลงมือนั่งสมาธิภาวนา กำหนดจิตใจให้แน่วแน่ลงไปอย่างชนิดเอาชีวิตเป็นเดิมพัน จนกระทั่งชาวบ้านเกิดความสงสัยว่า ทำไมหลวงปู่ไม่ลงมารับบาตรเลย อยู่แต่ในถ้ำตลอดเวลา หรือว่ามีใครส่งข้าวส่งน้ำให้

หลวงปู่นั่งภาวนาโดยไม่ขยับเขยื้อนจนเวลาล่วงเลยไปได้ ๑๐ วัน ชาวบ้านคิดว่าท่านได้มรณภาพในถ้ำเสียแล้วเพราะท่านไม่ได้ฉันข้าวฉันน้ำเลย

ข่าวลือการมรณภาพของหลวงปู่บัว ได้ขยายวงออกไปจนถึงจังหวัดอุดรธานี และทราบไปถึงท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน แห่งสำนักวัดป่าบ้านตาด

 
๓๕
ต้องส่งพระไปนิมนต์กลับ

เมื่อข่าวลือว่าหลวงปู่บัวปฏิบัติธรรมจนมรณภาพที่ถ้ำจันทร์ อำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคาย แพร่สะพัดออกไป ท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน มีความมั่นใจว่าหลวงปู่ไม่เป็นอะไร แต่ถ้าปล่อยให้ท่านอยู่ต่อไปคงต้องมรณภาพอย่างแน่นอน

ท่านหลวงตาพระมหาบัวได้ใช้ให้พระลูกวัดชื่อพระบัว กับโยมชาวบ้านชื่อพรหม ไปนิมนต์หลวงปู่บัวให้ออกจากการภาวนาและเดินทางกลับวัด โดยเขียนหนังสือกำกับไปว่า

“ถ้ามรณภาพแล้วให้เอาลงมา ถ้ายังไม่มรณภาพก็ให้ลงมา ใครจะขัดขวางไม่ได้”

หลังจากได้รับคำสั่งแล้ว พระบัว กับโยมพรหมได้ทำเปลไม้ไผ่ขึ้น แล้วออกเดินทาง ปีนั้นเป็น พ.ศ. ๒๔๙๘

เมื่อพระบัว และโยมพรหม ไปถึงถ้ำจันทร์ได้พบว่าหลวงปู่บัว“นั่งนิ่งเลย ข้าวน้ำไม่ได้ฉันมา ๑๑ วัน ๑๑ คืน” หลวงปู่นั่งนิ่งเฉยอยู่อย่างนั้น ไม่รู้สึกอาลัยในสังขารร่างกายเลยแม้แต่น้อย แม้กำลังวังชาจะไม่มี ป่วยก็ป่วย นั่นเป็นเรื่องของสังขาร ส่วนจิตใจนั้นท่านรู้สึกปีติอยู่ในธรรม อิ่มเอิบสว่างไสวตลอดทุกขณะจิตทีเดียว

พระบัวเข้ากราบเรียนหลวงปู่บัวว่า “บัดนี้ท่านพระอาจารย์มmบัว ญาณสมฺปนฺโน วัดป่าบ้านตาด ใช้ให้กระผมมานิมนต์หลวงปู่กลับบ้านหนองแซงครับกระผม”

ท่านหลวงปู่บัว ตอบว่า “เออ...ออกก็ออก”

พระได้นิมนต์ท่านลงเปลไม้ไผ่ หามออกมาใส่เรือ ล่องน้ำมาขึ้นฝั่งที่ท่าอำเภอโพนพิสัย แล้วขึ้นรถผ่านตัวจังหวัดหนองคาย มุ่งสู่วัดป่าบ้านหนองแซง อำเภอหนองวัวซอ จังหวัดอุดรธานี

นี่เป็นตัวอย่างความมานะอดทนปฏิบัติธรรมอย่างเอาจริงเอาจังของครูบาอาจารย์ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน ท่านยอมตายถวายชีวิตเพื่อให้ได้ธรรมตามแนวทางของพระพุทธองค์ แล้วนำมาอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาได้อย่างมั่นใจ เป็นธรรมที่ท่านแจกมาด้วยชีวิต รู้ธรรมจากการทดลองด้วยตัวเองจนเห็นประจักษ์ ไม่เพียงแต่การจดจำจากตำราหรือจากคำบอกเล่าเท่านั้น

นับเป็นคุณานุปการแก่ลูกศิษย์ลูกหาเป็นอย่างยิ่ง พวกเราทั้งหลายควรได้ระลึกถึงพระคุณของพระอริยเจ้าผู้ปฏิบัติดีรอดตายกลับมาสอนพวกเรา เราควรแสดงความกตัญญูรู้คุณด้วยการปฏิบัติอย่างจริงจังตามควรแก่อัตภาพของแต่ละคน


พระอาจารย์เสน ปญฺญาธโร


๓๘
สามเณรเสน ผู้เป็นเจ้าอาวาสต่อจากหลวงปู่

หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ เคยได้รับการปรนนิบัติจากสามเณรน้อยรูปหนึ่งชื่อ สามเณรเสน สามเณรน้อยรูปนี้อยู่กับท่านมานาน แล้วได้จากหายไป จนสึกออกไปมีภรรยาและบุตร แม้เณรจะจากท่านไปเป็นเวลานานท่านก็ยังจำได้เป็นอย่างดี

อยู่มาวันหนึ่ง หลวงปู่บัว ได้พูดคุยกับหลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม พระลูกชายของท่านว่า

“เอ...เณรน้อยคนนั้น มันไปไหนหนอ มันเป็นไข้มาลาเรีย...เราพยายามรักษามันจนจะหายแล้วไม่พาหนีจากเราไป ไม่รู้ว่าไปอยู่ไหน”

หลังจากหลวงปู่ปรารภถึงสามเณรน้อยของท่านได้เพียง ๒ วันเท่านั้น สามเณรของท่านก็กลับมา แต่มาในฐานะพระภิกษุเสน ปญฺญาธโร บวชได้ ๒ พรรษาแล้ว การปรารภของหลวงปู่ในครั้งนั้นเหมือนท่านได้รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า

ต่อมาภายหลัง พระอาจารย์เสน ได้รับมอบภาระให้เป็นเจ้าอาวาส ปกครองวัดป่าบ้านหนองแซง สืบต่อจากหลวงปู่ ได้ทำการพัฒนาวัดจนเจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ จนกระทั่งปัจจุบัน


๓๙
การรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า

เหตุการณ์ที่ควรนำมากล่าวอีกครั้งหนึ่งได้แก่เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคอิสาน (ผู้เขียนไม่มีเวลาที่จะสอบทาน ปี พ ศ.ได้ เพราะมีเวลาจำกัดมาก) เหตุการณ์ครั้งนั้นได้สร้างความเดือดร้อนเสียหายแก่ชาวบ้านร้านตลาดอย่างมาก ตลอดถึงชาวนาที่ตกกล้าเอาไว้ ต้องสูญเสียพืชผลและทรัพย์สินมากมายในปีนั้น

ก่อนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ ชาวบ้านไม่รู้วี่แววอะไรมาก่อนเลย วิทยุของทางการก็มิได้ประกาศเตือนเรื่องน้ำท่วมแต่อย่างใด ช่วงนั้น นายกิมก่าย เศรษฐีใหญ่แห่งจังหวัดหนองคาย ซึ่งครูบาอาจารย์บอกว่า เป็นเศรษฐีชาติที่ ๗ ได้เดินทางมากราบหลวงปู่บัวที่วัดป่าบ้านหนองแซง

ทันทีที่หลวงปู่เห็นหน้าท่านเศรษฐีก็พูดว่า

“ระวังน้ำมันจะท่วมนะ ที่จังหวัดหนองคายนั่น”

ท่านเศรษฐีได้กราบเรียนขอคำแนะนำจากหลวงปู่ว่า

“จะให้กระผมเก็บข้าวของไหมครับ หลวงปู่”

หลวงปู่ ท่านตอบว่า “เออ...รีบเก็บเสียเถิด”

เศรษฐีกิมก่าย รีบกลับจังหวัดหนองคาย สั่งคนงานช่วยกันเก็บข้าวของลงเรือใหญ่ถึงแปดลำ แล้วน้ำก็ท่วมจังหวัดหนองคายจริงๆ ข้าวของของท่านไม่เสียหายเลยแม้แต่นิดเดียว

ตั้งแต่นั้นมา ท่านเศรษฐีกิมก่ายได้เกิดความศรัทธาเชื่อมั่นในหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ เป็นอย่างยิ่ง เชื่อว่าหลวงปู่มีญาณรู้ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ต่างๆ ได้ ภายหลังจากหลวงปู่มรณภาพแล้ว ท่านเศรษฐีกิมก่ายได้สละทรัพย์สร้างเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของหลวงปู่ ด้วยความศรัทธาและด้วยกตัญญูที่มีต่อหลวงปู่

ผู้ที่บันทึกและนำเสนอเรื่องราวที่หลวงปู่มีญาณรู้เห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า ใน ๒ เหตุการณ์นี้ คือ คุณดำรงค์ ภู่ระย้า นักเขียนธรรมะชื่อดังแห่งนิตยสารโลกทิพย์ ได้กล่าวถึงเหตุผลที่นำมาบอกกล่าวว่า

“เท่าที่ผู้เขียน (คุณดำรงค์) นำเรื่องราวอิทธิฤทธิ์อำนาจของท่านลงไว้สองเรื่องนี้ ก็เพื่อท่านผู้อ่านวางใจในการประพฤติปฏิบัติของท่านตามขั้นตอน และช่วยกันจดจำเหตุการณ์อันจะเป็นบันไดของนักปฏิบัติใหม่ๆ จะได้มีกำลังใจยิ่งขึ้น”





๔๒
ธรรมะของหลวงปู่

หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ได้เริ่มต้นชีวิตในเพศบรรพชิต เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เมื่อท่านมีอายุได้ ๕๓ ปี แม้ท่านจะบวชเมื่ออายุมากแล้วก็ตาม ถือว่าไม่เป็นการสายในการปฏิบัติธรรม

ประวัติและธรรมะของท่านน่าสนใจศึกษาเป็นอย่างยิ่ง แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ขาดการรวบรวมเก็บบันทึกไว้ (หรืออาจจะมีก็ได้ แต่ผู้เขียนไม่มีโอกาสเสาะหา ด้วยมีเวลาจำกัดต้องเขียนให้ทันแจกในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่เพ็ง พุทฺธธมฺโม ในวันเสาร์ที่ ๙ มีนาคม ๒๕๔๕)

จากข้อมูลในหนังสือ ๘๐ พระกรรมฐาน ของนิตยสารโลกทิพย์ ได้กล่าวถึงการปฏิบัติธรรมของหลวงปู่บัว ว่า

“เป็นการปฏิบัติภาวนาขั้นอุกฤษฏ์ทั้งสิ้น เช่น อดอาหาร ๑๐ วัน ๒๐ วัน ไม่นอนหลายๆ คืน เดินจงกรมทั้งวัน นั่งสมาธิทั้งวันทั้งคืน ยืนพิจารณาอยู่กับที่โดยไม่กระดุกกระดิกตัวเลยเป็นครึ่งๆ วันก็มี...ด้วยเหตุนี้หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณจึงต้องถูกหามกลับลงมาจากเขาก็หลายครั้งหลายหน

ความที่หลวงปู่บัว ท่านมีจิตใจอาจหาญเด็ดเดี่ยว ไม่ยอมแพ้ต่อกิเลสมาร ที่จะเข้ามารบเร้าจิตใจของท่านให้อ่อนไหวไปตามกระแสอารมณ์ ท่านได้ต่อสู้จนถึงเส้นชัย...”

หลวงปู่บัวได้ประกอบคุณงามความดีด้วยการแสดงธรรมอบรมบ่มนิสัยให้แก่ญาติโยมในถิ่นใกล้ไกลอยู่เป็นนิจ ธรรมะที่ท่านมอบให้ปฏิบัตินั้น ท่านจะย้ำอยู่เสมอ

“ให้พยายามรักษาสติให้ได้ เพราะสตินี้จะเป็นฐานสู่ความสงบของจิต จนเข้าสู่กระแสปัญหาได้โดยง่าย”

เมื่อสติครบถ้วนมีกำลังแล้ว ท่านให้นักภาวนาเปลี่ยนมาดูกาย พิจารณากายอันเป็นที่ตั้งของธาตุสี่ ขันธ์ห้า อายตนะอินทรีย์ทั้งหลาย นักปฏิบัติธรรมไม่ต้องไปหาไกลอื่นธรรมะมีอยู่ในตัวทั่วพร้อมแล้ว “ขอให้พิจารณาตัวเราให้มันเห็นตามความเป็นจริงก็แล้วกัน”

เมตตาบารมีธรรมของหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ยังตราตรึงใจแก่ผู้ที่เคยได้กราบไหว้ และได้รู้เรื่องราวของท่านอย่างไม่มีวันจางหายไปจากหัวใจได้เลย


๔๓
วาระสุดท้ายของชีวิต

ในวัย ๘๐ ปี สภาพสังขารของหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ได้ทรุดโทรมโดยลำดับ เป็นไปตามธรรมชาติ ความชรามรณะคืบคลานเข้ามาทุกลมหายใจ เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์ คือทุกอย่างตกอยู่ในกฎของความเป็นจริง คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตามคำสอนของพระพุทธองค์

ในช่วงท้ายของชีวิต แม้โรคาพยาธิจะเข้ามาย่ำยี หลวงปู่บัวไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้เห็น ท่านเตือนลูกศิษย์ใกล้ชิดให้ดูความเปลี่ยนแปลงในสังขารร่างกายของท่านเป็นอุทาหรณ์สอนใจ ให้รีบเร่งทำความเพียร อย่าได้ประมาท เพราะทุกอย่างต้องเสื่อมโทรมไปตามกาลอย่าได้รอช้าในการปฏิบัติ

อาการเจ็บป่วยของหลวงปู่ เพิ่มทวีขึ้นโดยลำดับ ท่านนายแพทย์อวย เกตุลงห์ แห่งโรงพยาบาลศิริราชได้ถวายการรักษาหลวงปู่ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง แต่อาการป่วยไข้ของท่านมิได้ทุเลาลงเลย

หลวงปู่ได้พูดถึงคุณความดีของท่านนายแพทย์อวยให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดได้ยินกันว่า

“หมออวยท่านนี้ มีน้ำใจเป็นบุญเป็นกุศล เป็นคนที่ประเสริฐยิ่งนัก แต่อาตมารู้ว่ารักษาอย่างไรมันก็ไม่หาย โรคของอาตมานี่นะ”

หลวงปู่ ท่านปฏิเสธการรักษาไม่ว่าด้วยการฉันยา ฉีดยาหรือด้วยวิธีการใดๆ ทั้งสิ้น ท่านกำหนดวันมรณภาพของท่านในเวลา ๓ เดือน ท่านกำหนดจิตเข้าสู่สมาธิภาวนาตลอดเวลา ท่านมักถามลูกศิษย์ที่เฝ้าปรนนิบัติอยู่เสมอว่า “ถึง ๓ เดือนแล้วหรือยัง” สติของท่านดีเป็นปกติ ไม่เลอะเลือน มั่นคงตลอดเวลา

ทั้งพระและฆราวาสเข้าเยี่ยมอาการท่านตลอดเวลาท่านเคยดุผู้ที่ร้องไห้เสียใจว่า

“นี่แหละจงพิจารณาซิ อย่าเอาแต่โศกาอาดูร มันไม่เกิดประโยชน์อะไร พิจารณาความตายเสียบัดนี้ ว่าเกิดมาแล้วต้องตายทุกคนแต่ก่อนตายจากไป เราต้องทำความดีไว้ให้มากๆ”

 
เจดีย์พิพิธภัณฑ์อัฐบริขารหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ
ณ วัดราษฎรสงเคราะห์ (วัดป่าหนองแซง) จ.อุดรธานี


๔๔
หลวงปู่ละสังขาร

ก่อนวันที่หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ จะมรณภาพ ท่านหลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เดินทางไปเยี่ยม ท่านหลวงตาฯ พูดว่า “เอาล่ะ ทีนี้ไม่มาแล้วนะ จะมาก็โน่นแหละ ถึงวันนั้นแหละจึงจะมา” แล้วท่านหลวงตาฯ ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไป

เมื่อครบ ๓ เดือนตามที่หลวงปู่กำหนด ท่านก็ได้ละทิ้งสังขาร จากลูกศิษย์ลูกหาไปอย่างไม่มีวันกลับ เหลือไว้แต่คุณธรรมความดี และความเด็ดเดี่ยวของท่านให้ลูกศิษย์ได้ระลึกถึง และจดจำเป็นตัวอย่างไว้สอนใจตนเอง

ลูกศิษย์ลูกหาได้ปรึกษากันในการจัดการศพของหลวงปู่ ลงความเห็นกันว่าควรรอให้ผ่านหลวงตาพระมหาบัวท่านมาตัดสิน หลวงตาพระมหาบัว ได้เดินทางกลับจากรุงเทพฯ เพื่อมาดำเนินงานศพของหลวงปู่บัว ตามที่ได้พูดไว้ว่า “ถึงวันนั้นแหละจึงจะมา”

คณะศิษย์ได้จัดสถานที่เผาศพหลวงปู่บริเวณต้นหมากเลื่อม ไม่ห่างจากกุฏิหลวงปู่นัก ต่อมาภายหลังได้ก่อสร้างเจดีย์บรรจุพระธาตุ รูปเหมือน พร้อมทั้งบริขารของท่านไว้ที่บริเวณวัดป่าหนองแซง ไว้ให้ลูกศิษย์ลูกหาได้กราบไหว้บูชา ได้ระลึกถึงความดีของหลวงปู่ตลอดกาล

หลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ ได้ละสังขารในปี พ.ศ. ๒๕๑๘

เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้เขียนมีเวลาจำกัดอย่างมาก ไม่มีเวลาพอที่จะสืบค้นประวัติหลวงปู่ได้ละเอียด และแน่นอนได้เท่าที่ควร ผู้เขียนนำเสนอด้วยความเคารพและศรัทธาต่อหลวงปู่บัว สิริปุณฺโณ อย่างสุดชีวิตจิตใจ หากมีข้อผิดพลาดไม่เหมาะสมด้วยประการใดๆ ผู้เขียนกราบขอขมาต่อหลวงปู่ และผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่าน โปรดอโหสิกรรมต่อผู้เขียนด้วย


รศ.ดร.ปฐม นิคมานนท์
๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๕