You are here: หน้าแรก >> ไหว้พระ 9 วัด เส้นทางที่ 1 >> 8. วัดป่านาคำน้อย

8. วัดป่านาคำน้อย

วัดนาคำน้อย(วัดป่านาคำน้อย) (วัดอุดมมงคลวนาราม)เป็นวัดที่ตั้งอยู่ในบ้านนาคำน้อย หมู่ 7 บ้านนาคำน้อย ต.บ้านก้อง อ.นายูง จ.อุดรธานี เป็นวัดที่อยู่ในธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้นานาชนิด มีสัตว์ป่ามากมาย บริเวณวัดเป็นแหล่งปฏิบัติธรรมของ  พระอาจารย์อินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก เจ้าอาวาส ศิษย์เอกของหลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโณ วัดป่านาคำน้อย เป็นวัดป่าสายธรรมยุต แยกออกมาจากวัดป่าบ้านตาด ต.บ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี  เมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีญาติโยมผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและมีกำลังศรัทธามาร่วมทำบุญ โดยมีพระสายวัดป่าที่มีแนวทางปฏิบัติตามคำสอนของ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต มาจำพรรษาเป็นจำนวนมาก ในถิ่นทุรกันดารการออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาบนเทือกเขา ลำบากมาก ปัจจุบันบริเวณภายในวัดมีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้นานาชนิด เหมาะแก่การภาวนาเป็นอย่างยิ่ง 

ดูแผนที่เส้นทางไปวัด คลิ๊กที่นี่

 

 ประวัติวัดนาคำน้อย
    วัดนาคำน้อย(วัดป่านาคำน้อย)  เดิมชื่อ  วัดอุดมมงคลวนาราม  เป็นนามที่ได้รับเมตตาประทานจากหลวงตาพระมหาบัว  ญาณสัมปันโน  แต่ต่อมาทางราชการมีแนวคิด  เกี่ยวกับการตั้งชื่อวัดให้สอดคล้องกับชื่อหมู่บ้านที่ตั้งของวัด  จึงได้ใช้นามว่า “วัดนาคำน้อย”  ในปัจจุบัน
    สถานที่ตั้งวัด  อยู่ที่หมู่  7  บ้านนาคำน้อย  ตำบลบ้านก้อง  อำเภอนายูง  จังหวัดอุดรธานี
รหัสไปรษณีย์  41380  มีพื้นที่ในปัจจุบัน  1,350   ไร่  เริ่มก่อตั้งเมื่อปี  พ.ศ. 2523
    ประวัติการก่อตั้งวัด วัดนาคำน้อย(วัดป่านาคำน้อย)  ได้รับการตั้งเป็นวัดเมื่อวันที่  13  มิถุนายน  2529  และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  เมื่อวันที่  18  มกราคม  2531  ตามบัญชีรายชื่อวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  งวดที่  6  ประจำปี  2530  ลำดับที่  36  วัดนาคำน้อย  ตำบลบ้านก้อง  อำเภอน้ำโสม  (ในขณะนั้น)  จังหวัดอุดรธานี  ขนาดวิสุงคามสีมา  กว้าง  40  เมตร  ยาว  80  เมตร  ดังประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เล่มที่  105  ตอนที่  14  วันที่  22  มกราคม  2531  กองพุทธสถานกรมการศาสนา  กระทรวงศึกษาธิการ  วันที่  9  กุมภาพันธ์  พ.ศ.  2531  เพื่อดำเนินตามแนวทางที่องค์หลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน  ได้เมตตาชี้แนะไว้ว่า  “สถานที่นี้เหมาะสำหรับผู้สนใจภาวนาเพราะเป็นป่า เป็นเขาสงบสงัด”
    สภาพก่อนที่จะต้องเป็นวัด  ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย  สันตุสสโก  ขณะนั้นจำพรรษอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด  ได้ธุดงค์มาในเขตนี้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้  ในขณะนั้นเป็นพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ  ป่านายูง  และป่าน้ำโสม  มีสภาพทรุดโทรม  และเป็นพื้นที่ป่าที่ได้รับสัมปทานไปแล้วหลายวาระ  ประกอบกับเป็นพื้นที่สีชมพู  อยู่ในเขตปฏิบัติการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย  น่าจะได้รับการฟื้นฟูทั้งทางรูปธรรม  และนามธรรม  โดยที่ท่านพระอาจารย์ได้เคยวิเวกมาในแถบนี้  ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516  เป็นต้นมา  หลายวาระด้วยกัน  จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. 2523  ได้ธุดงค์มาอีกรอบหนึ่ง  ในครั้งนี้  ได้ธุดงค์มาปักกลด  ณ  บริเวณต้นสะท้อน  ริมห้วยราง  (ตรงบริเวณที่เป็นโรงครัวในปัจจุบัน)  เห็นว่าเป็นสถานที่สัปปายะ  น่าจะได้มีการจัดตั้งเป็นวัดปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา  จึงได้ชักชวนคณะศรัทธาญาติโยม  หมู่เพื่อนสหธรรมิกพุทธบริษัททุกหมู่เหล่า  มาร่วมกันก่อสร้างเป็นสำนักปฏิบัติกรรมฐาน  สายพระอาจารย์มั่น  ภูริทัตโต
    สภาพป่าภายในบริเวณวัด  เป็นป่าที่สมบูรณ์ประมาณ  600  ไร่  แต่ได้รับการปลูกเสริมเพิ่มเติม  เช่น  สัก  ประดู่  มะค่า  ยาง  กระบาก  ตะแบก  ตะเคียนทอง  เป็นต้น  ปัจจุบันได้ปลูกเสริมจนเต็มพื้นที่  จึงสามารถมองเห็นสภาพป่าดั้งเดิมและปลูกเสริมใหม่เจริญเติบโตร่วมกัน
    สัตว์ป่าภายในวัด  เนื่องจากพื้นที่นี้แต่เดิมเป็นป่าที่เคยอุดมสมบูรณ์  จึงมีสัตว์ป่าหลายชนิดอาศัยอยู่  เช่น  หมูป่า  กระรอก  ค่าง   ลิง  ชะนี  งูจงอาง  งูเห่า  เหี้ย  กระจง  นิ่ม  และนกชนิดต่าง  ๆ
    สิ่งก่อสร้างที่สำคัญภายในวัด  ศาลาอเนกประสงค์  ขนาด  2  ชั้น  พื้นที่กว้าง  16  เมตร  ยาว  24  เมตร  เป็นสถานที่ที่พระสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรม  เป็นที่ฉันภัตตาหาร  เป็นที่บำเพ็ญกุศลในโอกาสต่าง  ๆ  เป็นต้น  นอกจากนี้ยังมีกุฏิถาวร ประมาณ  15  หลัง  และร้านพักพระประมาณ  40  หลัง  โรงน้ำร้อน  โรงครัว  และที่พักฝ่ายอุบาสก  อุบาสิกาจำนวน  รวม  15  หลัง  และถนนคอนกรีตเชื่อมโยงภายในวัดรวมเส้นทาง   4  กม.เศษ
    พระเมตตาจากองค์หลวงตา  กำแพง  คอนกรีตเสริมเหล็ก  ขนาดความสูง  2.45  เมตร  ยาว  6.75  กิโลเมตร  ครอบคลุมพื้นที่  1,350  ไร่  มูลค่า  20  ล้านบาทเศษ  และฝายน้ำล้น  ฝายเก็บกักน้ำหลายแห่งภายในวัด  ได้รับเมตตาอุปถัมภ์ในการก่อสร้าง  จากองค์หลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน  ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์ที่ได้มาอาศัยอยู่ให้ได้รับความร่มเย็นตาม อัตภาพ
    สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  เป็นที่ตั้งของลูกข่าย  สถานีวิทยุเสียงธรรมเพื่อประชาชน  รับสัญญาณจากสถานีแม่ที่วัดป่าบ้านตาด  ขนาดคลื่นความถี่  107.25  MHZ  ครอบคลุม  พื้นที่อำเภอบ้านผือ  น้ำโสม  นายูง  (จังหวัดอุดรธานี) สุวรรณคูหา  (จังหวัดหนองบัวลำภู)  สังคม(จังหวัดหนองคาย)  และจังหวัดเลยบางส่วน
    จำนวนพระสงฆ์จำพรรษา  ในแต่ละปีจะมีพระสงฆ์จำพรรษา  ประมาณ  30-40  รูป ในภาคฤดูร้อน  เป็นสถานที่ที่พระสงฆ์ที่อุปสมบทจากกรุงเทพมหานคร  มาพำนักปฏิบัติธรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง  เมื่อปี พ.ศ. 2548-2550  มีนักศึกษาแพทย์ศิริราช  มหาวิทยาลัยมหิดล  มาบวชศึกษาภาคปฏิบัติ  เป็นต้น
    การอบรมพระภิกษุสามเณร  และศรัทธาญาติโยม  ได้กระทำทุกปีทั้งในหน้าแล้ง หน้าฝน ในฤดูจำพรรษา  ก็มีอุบาสกอุบาสิกามาอยู่จำศีล  ภาวนาประมาณ  100  คนเศษ
    ขยายและส่งเสริม  สำนักและวัดปฏิบัติธรรม  เมื่อท่านพระอาจารย์ได้มาจำพรรษาในแถบนี้
รวม ทั้งในแถบอื่นหลายวัดด้วยกัน  เช่น  วัดป่าภูก้อน  วัดป่าบ้านเพิ่ม  วัดป่าหลุบเลา  วัดป่าแค  วัดป่าบ้านก้อง  วัดป่าวังแข้  อำเภอนายูง  วัดป่าโคกสาคร  อำเภอน้ำโสม  จังหวัดอุดรธานี  เป็นต้น  วัดหมู่เพื่อนสหธรรมิก  เช่น  วัดป่ากุดสิม  อำเภอเมือง  จังหวัดหนองบัวลำภู  วัดป่าบ้านใหม่  อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี  และท่านได้ตั้งวัดสาขา เช่น วัดป่าพิมาย  อำเภอพิมาย  จังหวัดนครราชสีมา  และสนับสนุน  ศิษย์ที่เคยอยู่ในสำนักของท่านออกไปตั้งวัดหลายแห่ง  หลายจังหวัดด้วยกัน  อาทิ  วัดป่าภูน้ำป๊อก  อำเภอกระนวน  จังหวัดขอนแก่น  วัดป่าชัยพฤกษ์  กิ่งอำเภอเอราวัณ  วัดป่าอุดมมงคลญาณสัมปันโน (ห้วยซวก)  อำเภอเชียงคาน  จังหวัดเลย  วัดป่าเทพมงคล  อำเภอนาด้วง  จังหวัดเลย  วัดป่าภูสวรรค์  อำเภอปากชม  จังหวัดเลย  วัดป่าภูเขาวงศ์  วัดป่าภูพัง กิ่งอำเภอนาวัง  จังหวัดหนองบัวลำภู  วัดป่าสุวรรณภูมิ  อ.สุวรรณภูมิ  จังหวัดร้อยเอ็ด  เป็นต้น
    

 

พระอาจารย์อินทร์ถวาย  สันตุสสโก
เจ้าอาวาส


ประวัติ

    พระอาจารย์อินทร์ถวาย  สันตุสสโก  เกิดเมื่อวันที่  27  เมษายน  2488  ตรงกับปีระกา  ที่บ้านหนองแวง  ตำบลหนองสูงใต้  อำเภอหนองสูง  จังหวัดมุกดาหาร  (จังหวัดนครพรมในขณะนั้น)  โยมบิดาชื่อ  คุณพ่อแดง  โยมมารดาชื่อ  คุณแม่จอมแก้ว  ผิวขำ  เป็นบุตรคนที่  6  ในจำนวนพี่น้อง  
7 คน เป็นหญิง  3  คน เป็นชาย  4  คน
    ท่านบรรพชาขณะมีอายุ  11  ปี  ณ  วัดกลางสนาม  อำเภอหนองสูง  จังหวัดมุกดาหาร  เมื่อปี พ.ศ. 2500  โดยมี  หลวงปู่กงแก้ว  ขันติโก  เป็นพระอุปัชฌาย์  บรรพชาแล้ว  ได้อยู่ศึกษาปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่หล้า  เขมปัตโต  วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ)  ตำบลหนองตูมใต้  อำเภอหนองสูง  จังหวัดมุกดาหาร  เป็นระยะเวลา  9  ปี  และได้รับการญํตติเป็นพระภิกษุที่วัดศิลาวิเวก  อำเภอเมือง  จังหวัด
มุกดาหาร  เมื่อปี  พ.ศ. 2508  โดยมีหลวงปู่คำ  คัมภีรญาโณ  เป็นพระอุปัชฌาย์  เมื่ออุปสมบทแล้ว  ในพรรษาแรกได้อยู่จำพรรษากับหลวงปู่หล้า  เขมปัตโต  ที่วัดภูจ้อก้อ  อีกหนึ่งพรรษา
    หลังจากนั้น  ได้ไปจำพรรษากับหลวงปู่จาม  มหาปุญโญ  ที่วัดป่าวิเวกวัฒนาราม  บ้านห้วยทราย  อำเภอคำชะอี  จังหวัดมุกดาหาร  1  พรรษา  แล้วติดตามองค์หลวงปู่จาม  ขึ้นไปจังหวัดเชียงใหม่  และไปจำพรรษากับหลวงปู่แหวน  สุจิณโณ  ณ  วัดดอยแม่ปั๋ง  อำเภอพร้าว  จังหวัดเชียงใหม่  เป็นเวลา  1  พรรษา  แล้วกลับลงมาจำพรรษาอีกครั้งหนึ่งกับหลวงปู่จาม  มหาปุญโญ  ที่วัดป่าห้วยทราย  อำเภอคำชะอี  จังหวัดมุกดาหาร  หลังจากนั้น  ช่วงปี  2512-2525  ได้อยู่จำพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด  ตำบลบ้านตาด  อำเภอเมือง  จังหวัดอุดรธานี  กับองค์หลวงตามหาบัว  ญาณสัมปันโน
    ช่วงออกพรรษา  ได้ลงองค์หลวงตามาวิเวกในแถบจังหวัดเลย   อุดรธานี  หนองคาย  ราว  พ.ศ. 2523  เห็นว่าสถานที่ตั้งวัดป่านาคำน้อยในปัจจุบัน  เป็นสถานที่สัปปายะเหมาะสำหรับการภาวนา  จึงได้รวมกับคณะศรัทธาญาติโยม  พุทธบริษัททุกหมู่เหล่าร่วมกัน  จัดตั้งเป็นวัดปฏิบัติในพระพุทธศาสนา  และได้พัฒนาให้มีความเจริญสืบเนื่องเป็นลำดับมา  อำนวยประโยชน์สมตามปณิธานของท่านผู้ก่อตั้งวัด  ที่จะให้สถานที่แห่งนี้เป็นสถานฝึกอบรมทั้งทางร่างกาย  (ศีลธรรม) และจิตใจ (จริยธรรม)  ให้เป็นผู้สมบูรณ์ทั้งทางด้านวิชชาและจรณะควบคู่กันไป  สมตามพุทธภาษิตที่ว่า “อัตตานัง  ทะมะยันติ  ปัณฑิตา  บัณฑิตย่อมฝึกซึ่งตน)

งานสาธารณประโยชน์

    เมื่อวัดได้รับการพัฒนา  ในขอบเขตที่พอเป็นไป  ท่านพระอาจารย์อินทร์ถวาย  สันตุสสโก  ได้ให้ความสนใจงานสาธารณสุข  และงานการศึกษาเป็นพิเศษ  โดยได้ร่วมกับคณะศรัทธาญาติโยม พุทธบริษัททุกหมู่เหล่า  เป็นสะพานบุญเชื่อมโยง  ชักชวน  ร่วมกันประกอบสาธารณกุศลในงานอันเป็นสาธารณประโยชน์  เช่น  การก่อสร้าง  อาคารพยาบาล  จัดหาเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์  แก่โรงพยาบาลหลายแห่ง  ทั้งโรงพยาบาลศูนย์  โรงพยาบาลจังหวัด  โรงพยาบาลอำเภอ หอพยาบาลโรงเรียน  อาคารเรียน  ห้องสมุด  ห้องคอมพิวเตอร์  ทั้งโรงเรียนมัธยม  และประถมศึกษา  อาคารหอประชุม  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี  เขต 4  อาคารอเนกประสงค์  ร.ร.ตชด. อาคารศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน  มอบทุนการศึกษา  ทุกอาหารกลางวัน  สร้างรั้วโรงเรียน  แก่สถานศึกษาหลายแห่ง  สร้างหอประชุมตำรวจ  ทางคอนกรีตภายในโรงพัก  ที่พักสายตรวจ  ศูนย์บริการประชาชนของตำรวจ  ยานพาหนะตำรวจ  เป็นต้น  เป็นมูลค่ารวม  100  ล้านบาท  โดยได้รับเข็มเสมาธรรมจักรทองคำ  เชิดชูเกียรติจากกระทรวงศึกษาธิการ  เมื่อปี พ.ศ. 2549  และได้รับโล่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  เมื่อปี พ.ศ. 2550
    เมื่อปี พ.ศ. 2549 – 2550  ได้ร่วมกับคณะสงฆ์  ศรัทธาพุทธบริษัท  และคณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ร่วมกันจัดสร้าง  หออภิบาลสงฆ์  หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต  ณ  โรงพยาบาลศรีนครินทร์  จังหวัดขอนแก่น  เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา  80  พรรษา  5  ธันวาคม  2550  ณ  อาคาร “สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี”  (อาคาร  19  ชั้น )  ขนาดพื้นที่ 1,750  ตร.ม.บนชั้นที่  10  เพื่อรักษาพระสงฆ์สามเณรที่อาพาธ  จากทั่วทุกภาคของประเทศและจากทุกมุมโลก  ให้ได้รับการรักษาตามหลักพระธรรมวินัย  และตามหลักการแพทย์สมัยใหม่อย่างสมบูรณ์
    นอกจากนี้  ได้ทำการจัดตั้งเป็นมูลนิธิและกองทุนเพื่อดูแลพระสงฆ์สามเณร  แม่ชี  อาพาธ  และป่วย  ให้ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนสืบไป  โดยศรัทธาทั้งพระสงฆ์และพุทธบริษัท
ร่วมกันบำเพ็ญในครั้งนี้เป็นมูลค่า ทั้งโครงการ (การตกแต่งหอสงฆ์  การจัดหาเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์  และการจัดตั้งเป็นมูลนิธิและกองทุน)  รวม  50  ล้านบาท  จนทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น  ได้ประกาศเกียรติคุณ  ให้เป็นบุคคลดีเด่นเพื่อเข้ารับพระราชทานถวายรางวัลพระธาตุพนมทองคำ  ประจำปี พ.ศ. 2550  จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  เมื่อวันที่  17  ธันวาคม  2550
    คติพจน์พระอาจารย์อินทร์ถวาย  สันตุสสโก  ปัจจุบันธรรม – ทำวันนี้ให้ดีที่สุด
    “ประดับชีวิตของเราให้มีค่า  ทุกเวลาผ่านไปแล้วย่อมผ่านไปเลย  พากันเร่งสร้างคุณธรรมประจำใจไว้  พร้อมสำนึกอยู่เสมอว่า  ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่จะทำวันนี้ให้ดีที่สุด  เพราะกิตติศัพท์  ทรัพย์โภคา  หาไปด้วย (ไม่ได้ไปด้วย) มีแต่บุญเข้าช่วยเมื่อม้วยมรณ์”
    จากหนังสือประทีปอริยธรรม หน้า 61

งานเพื่อพระพุทธศาสนา
พุทธปัจฉิมวาจา
“ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์และประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”
    งานที่พระอาจารย์อินทร์ถวาย  สันตุสสโก  ให้ความสำคัญอย่างมากเป็นอันดับแรก  ก็คืองานเพื่อฝึกตนให้ดีในด้านศีล  สมาธิ  ปัญญา  แล้วจึงบำเพ็ญประโยชน์ท่าน  ด้วยการทดแทนคุณถวายเป็นพุทธบูชา  ธรรมบูชา  สังฆบูชา  โดยท่านได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างพุทธเจดีย์  ธรรมเจดีย์  สังฆเจดีย์  เพื่อเป็นเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  หลักธรรมคำสอน  และอัฐิธาตุ  ถวายแด่พ่อแม่ครูอาจารย์   ท่านผู้มีพระคุณ  ผู้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ  ดังนี้
    1.  การสร้าง  ปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์  วัดป่าภูก้อน  อำเภอนายูง   จังหวัดอุดรธานี
    2.  เจดีย์บรรจุอัธิธาตุ   หลวงปู่เต็ม  ขันติโก  วัดป่าโคกสาคร  อำเภอน้ำโสม  จังหวัดอุดรธานี
    3.  เขมปัตตเจดีย์  หลวงปู่หล้า  เขมปัตโต  เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หล้า  ณ  วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ)  อำเภอหนองสูง  จังหวัดมุกดาหาร  บูรพาจารย์ของทานพระอาจารย์
    4.  เจดีย์ศรีไตรรัตนานุสรณ์  คุณแม่ชีแก้ว   เสียงล้ำ  พิพิธภัณฑ์  อริยสาวิกา  ณ  สำนักแม่ชีแก้ว  อำเภอคำชะอี  จังหวัดมุกดาหาร
    และในปัจจุบัน  (2551)  ท่านได้ชักชวน  และร่วมกับศรัทธาพุทธบริษัท  พร้อมใจกันก่อสร้าง  จดีย์มหามงคลบัว  ณ  จังหวัดร้อยเอ็ด  เพื่อเป็นมงคลเจดียสถาน  อันเป็นอนุสรณ์รำลึกแสดงถึง  ความกตัญญูกตเวทิตาธรรม  ของเหล่าศิษย์ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์  ถวายองค์หลวงตาพระมหาบัว  ญาณสัมปันโน  ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ  ที่องค์ท่านได้ประกอบกรณียกิจ  อันเป็นคุณทั้งน้อยใหญ่  สุดพรรณนา  เป็นคุณานุคุณอำนวยประโยชน์แก่ประเทศชาติ  พระพุทธศาสนา และพระมหากษัตริย์  เป็นอเนกอนันต์
    “อวิชชาตัวเดียวนี่  คว่ำลงจากจิตกระเทือนทั่วแดนโลกธาตุ  หลักธรรมชาติตัดสินเอง เป็นเองขึ้นมาเป็นลักษณะกลาง ๆ ขึ้นมา  ผางทีเดียว  เหมือนกับว่าโลกธาตุนี้คว่ำหมดเลย  พรึบทีเดียวหมดเลย  ทีนี้จ้าเลยที่นี้  อุ๋ย..อัศจรรย์จริง ๆ .....ธรรมอัศจรรย์เลิศเลอ”


คลิ๊กภาพเพื่อดูไสลด์